
จากกรณีกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด อยู่ระหว่างขยายผลเครือข่ายรับจ้าง "หิ้วของ" ไปต่างประเทศ หลังพบรูปแบบการก่อเหตุของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่อาศัยผู้รับจ้างขนสัมภาระเป็นเครื่องมือ โดยคดีนี้เป็นอีกกรณีนอกเหนือจากคดี "แอร์มีนา" ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 เมื่อร้อยตำรวจเอกหญิง รับจ้างหิ้วกระป๋องลูกเดือย จำนวน 30 กระป๋อง เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังประเทศจีน ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จีนจับกุม หลังตรวจพบกัญชาซุกซ่อนอยู่ภายในกระป๋อง และถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวน ซึ่งใช้เวลาสอบสวนนานประมาณ 2 เดือน อัยการจีนมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันว่าร้อยตำรวจเอกหญิงตกเป็นเหยื่อของขบวนการรับจ้างหิ้วสินค้า และไม่ทราบว่ามีกัญชาซุกซ่อนอยู่ในสิ่งของที่รับฝาก ก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ล่าสุด พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั้งกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดและหน่วยงานต้นสังกัดของตำรวจหญิงรายดังกล่าว อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยพบว่าผู้เสียหายรับจ้างขนสิ่งของผ่านเพจรับหิ้วสินค้า ระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศจีน ก่อนถูกจับกุมเมื่อเจ้าหน้าที่จีนตรวจพบกัญชาซุกซ่อนในสัมภาระ
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า คดีลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติได้ปรับเปลี่ยนวิธีการ โดยอาศัยพฤติกรรมของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ติดต่อว่าจ้างผ่านเพจหรือบุคคลที่ไม่รู้จัก เพื่อหลอกให้รับขนสิ่งของผิดกฎหมาย พร้อมเตือนประชาชนไม่ควรรับฝากหรือรับจ้างขนสิ่งของของผู้อื่นไปต่างประเทศ แม้จะได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อย เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายอาชญากรรม และต้องรับโทษตามกฎหมายของประเทศปลายทาง
เมื่อถามถึงขั้นตอนการสอบสวนว่าถึงขั้นตอนไหนแล้วมีการให้ข้อมูลหรือไม่ว่ามีการหิ้วของไปโดยทราบหรือไม่ทราบว่ามียาเสพติดอยู่ด้านในพลตำรวจโทไตรรงค์ ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป ต้องรอผลการสืบสวนเชิงลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนการกระทำความผิดมีกฎหมายของแต่ละประเทศก็ว่าไปตามอำนาจการพิจารณาคดีของประเทศนั้นๆ ขณะที่ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานต้นสังกัดได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวินัยแล้ว ตามระเบียบที่กำหนดไว้ โดยยืนยันว่าหากพบตำรวจมีความผิด จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาด ตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ยืนยันว่าตำรวจทำดีต้องยกย่องเชิดชู ตำรวจทำผิดก็ว่ากันเด็ดขาดทั้งวินัยและอาญา
เมื่อถามว่าจะต้องมีการกำชับตำรวจเป็นพิเศษหรือว่ามีมาตรการอะไรเพิ่มหรือไม่ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีระเบียบวินัยที่มากกว่าพี่น้องประชาชนหรือข้าราชการพลเรือนคนอื่นอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่ข้าราชการตำรวจต้องตระหนักถึงระเบียบวินัยที่จะต้องปฏิบัติในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
Advertisement