
จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “แจ๋ม จิติมา พรพา” โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 5 นาที ซึ่งเจ้าตัวและชาวคณะได้พูดคุยกับเด็กชายนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 รายหนึ่ง ที่มาอาศัยนอนอยู่ภายในศาลาประชาคมของหมู่บ้าน บ้านเสือเฒ่า ต.ป่าปอ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น พร้อมถ่ายภาพให้เห็นบริเวณที่นอน ซึ่งปูอยู่ด้านในศาลา มีหมอน ผ้าห่ม มุ้งกางกันยุง รวมถึงเสื้อผ้า รองเท้านักเรียน และรองเท้าแตะอย่างละ 1 คู่ วางอยู่บริเวณนอกมุ้ง
ในโพสต์ดังกล่าวมีข้อความระบุว่า “ชีวิตเด็ก ป.5 สู้ทนตามลำพังคนเดียว ตะเหลือโตนแท้พี่น้อง ลูกกำพร้าพ่อแม่ยังเบิด บ่มีที่อยู่ต้องมาอาศัยนอนที่ศาลากลางบ้านเพื่อหลบแดดหลบฝน #น้องปลั๊กไฟ #น้องถูกทิ้ง #น่าสงสาร #ที่บ้านเสื่อเฒ่า #อำเภอบ้านไผ่”
หลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 5.84 แสนครั้ง รวมทั้งมีผู้กดถูกใจ แสดงความคิดเห็น และแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่แสดงความสงสารเด็ก พร้อมตั้งคำถามถึงครอบครัวว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เด็กต้องมาอยู่ในสภาพดังกล่าว บางส่วนระบุว่าเห็นแล้วสะเทือนใจ คิดถึงลูกชายของตนเอง และอยากให้มีหน่วยงานเข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
ล่าสุดวันที่ 17 มิ.ย. 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังศาลาประชาคมของหมู่บ้าน บ้านเสือเฒ่า ต.ป่าปอ พบพันจ่าเอกวิระชัย จวนสาง ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอบ้านไผ่ พร้อมด้วยนายเภา จำศักดิ์ กำนันตำบลป่าปอ เจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนตำบลป่าปอ เจ้าหน้าที่จากโรงเรียนบ้านห้วยเสือเฒ่า และบิดาของเด็กชาย ซึ่งไม่สะดวกให้ข้อมูล กำลังหารือร่วมกันถึงเหตุการณ์ที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์
นายเภา จำศักดิ์ กำนันตำบลป่าปอ เปิดเผยว่า เดิมทีบิดาและมารดาของเด็กมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง โดยบิดาเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี ส่วนมารดาเป็นชาว สปป.ลาว ทั้งสองได้พาบุตร 2 คน เข้ามาทำงานรับเหมาก่อสร้างในพื้นที่ต.ป่าปอ เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา หลังจากทำงานอยู่ในพื้นที่ได้ระยะหนึ่ง คาดว่าครอบครัวมีปัญหาจากเรื่องอบายมุข จนถึงขั้นบิดาและมารดาแยกทางกัน โดยมารดาพาบุตรคนเล็กไปอยู่ด้วย ส่วนบุตรคนโตยังอยู่กับบิดา
ภายหลังบิดาอาจยังไม่สามารถเลิกยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขได้ ทำให้เริ่มขายทรัพย์สิน รวมถึงบ้านที่อยู่อาศัยก็ถูกรื้อขาย จนบิดาและเด็กไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง โดยบิดาอาศัยนอนตามกระท่อมนาของชาวบ้าน และช่วงเช้าจะออกไปรับจ้างรายวัน ในช่วงแรกเด็กชายไปอาศัยนอนบ้านเพื่อนสนิท ก่อนที่ช่วงหลังจะมานอนอยู่บริเวณด้านนอกศาลาประชาคม ซึ่งในระยะแรกบิดาก็มานอนอยู่ด้วย กระทั่งเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ตนจึงให้เด็กเข้ามานอนภายในศาลา พร้อมจัดหาที่นอนและมุ้งให้เพื่อป้องกันยุง
กำนันตำบลป่าปอ กล่าวอีกว่า เรื่องอาหารการกิน เด็กชายอยู่กินกับครอบครัวของตน และตนได้ให้เงินไปโรงเรียนวันละ 20-30 บาท แล้วแต่วัน ขณะที่พี่น้องชาวบ้านที่ผ่านไปมา และทราบเรื่องก็มีน้ำใจช่วยเหลือกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังโดยไร้การดูแลตามที่หลายคนเข้าใจ เดิมตนเคยเสนอให้บิดาพาเด็กไปอยู่ที่บ้านสวนของตนเอง แต่ทั้งสองไม่ไป นอกจากนี้ยังเคยประสานญาติทางจังหวัดอุบลราชธานีให้มารับตัวเด็ก แต่ทางญาติแจ้งว่ายังไม่มีเงินเดินทาง จนมีการพูดคุยกันว่าจะช่วยออกค่าเดินทางให้ ตั้งแต่พ่อพาเด็กมาอยู่ ก็ดูแลโดยตลอด ตอนเย็นพอเด็กเข้านอนก็จะมาปิดประตูศาลาให้ เช้ามาก็มาปลุกให้ลุกจากที่นอนไปโรงเรียน ช่วงหลังบางทีพ่อเองก็ไม่ได้มานอนกับลูก อาจด้วยความเกรงใจหรืออย่างไรไม่ทราบ จึงมีเพียงเด็กนอนอยู่คนเดียว
นายเภา กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้มีกลุ่มคณะนักดนตรีมาทำการแสดงล้อมผ้าขายบัตร และได้มาพักอาศัยที่ศาลาเอนกประสงค์เช่นกัน เมื่อพบว่าเด็กอยู่เพียงลำพัง จึงปลุกเด็กขึ้นมาพูดคุย แต่ด้วยความเป็นเด็ก คำตอบบางช่วงอาจดูค่อนข้างรุนแรง และอาจทำให้สังคมเข้าใจเรื่องราวคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงบางส่วน ตนได้พูดคุยกับบิดาของเด็ก รวมถึงมารดาที่ยังสามารถติดต่อได้ เกี่ยวกับการนำเด็กเข้าสู่สถานดูแล ซึ่งทั้งบิดาและมารดายินยอมให้เด็กไปอยู่ในความดูแลของสถานที่ดังกล่าว เนื่องจากทั้งสองยังไม่สามารถดูแลบุตรได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนที่เทศบาลช่วยประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้อง
ด้านพันจ่าเอกวิระชัย เปิดเผยว่า หลังจากเรื่องดังกล่าวปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยนายเสกสม ลินดาพรประเสริฐ นายอำเภอบ้านไผ่ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้ตนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที กรณีมีการระบุว่าเด็กถูกทอดทิ้งไว้ที่ศาลากลางบ้านห้วยเสือเฒ่า
จากการตรวจสอบพบว่า ที่ศาลาเอนกประสงค์มีเด็กชายอายุ 11 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พักอาศัยอยู่จริง โดยบิดาเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี แต่งงานกับมารดาชาวลาว และเข้ามาทำงานรับจ้างในพื้นที่บ้านห้วยเสือเฒ่า ปัจจุบันบิดาและมารดาแยกทางกัน มารดาแต่งงานใหม่ ส่วนบิดาไปทำงานรับจ้างโดยไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ทำให้เด็กชายไม่สามารถติดตามบิดาไปทำงานได้ จึงมาอาศัยอยู่ที่ศาลากลางหมู่บ้าน
พันจ่าเอกวิระชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเด็กชายได้รับการดูแลจากกำนันและชาวบ้านห้วยเสือเฒ่า ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย อาหารการกิน และการไปโรงเรียน พร้อมทั้งได้ประสานเทศบาลให้รับผิดชอบและประสานงานช่วยเหลือตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกำนันและเทศบาลได้แจ้งเรื่องให้อำเภอทราบตั้งแต่แรกแล้ว
เบื้องต้นมีการประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น เข้ามาให้ความช่วยเหลือและดูแล โดยอยู่ระหว่างการติดตามบิดาและมารดามาให้ความยินยอม ซึ่งขณะนี้สามารถติดต่อได้แล้วทั้งบิดาและมารดา และจากการหารือร่วมกันผ่านการประสานของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น บิดาและมารดายินยอมให้นำตัวเด็กชายไปพักอยู่ที่มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก บ้านรักลูก จังหวัดขอนแก่น เป็นการชั่วคราว
ทั้งนี้ หากในอนาคตบิดามีความพร้อมที่จะเลี้ยงดูเด็กได้ด้วยตนเอง จึงจะรับเด็กกลับมาดูแลต่อไป โดยองค์การบริหารส่วนตำบลป่าปอ กำนันตำบลป่าปอ พร้อมบิดาและมารดา จะร่วมกันนำเด็กชายไปส่งที่ “มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก บ้านรักลูก” ในช่วงเช้าของวันที่ 17 มิ.ย. 69
พันจ่าเอกวิระชัย ฝากทำความเข้าใจต่อประชาชนทั่วไปว่า เหตุการณ์ที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์เกิดจากความหวังดีของกลุ่มนักแสดงหมอลำ ที่มาพบเด็กนอนอยู่คนเดียว จึงได้ถ่ายคลิปและเรียกเด็กมาสอบถาม แต่ด้วยความเป็นเด็ก อาจให้ข้อมูลไม่ครอบคลุมทั้งหมด ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
“ขอยืนยันว่า จังหวัดขอนแก่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ทอดทิ้งเด็กชายรายนี้ แต่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้น และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ เพื่อให้เกิดผลดีที่สุดกับทุกฝ่าย” พันจ่าเอกวิระชัย กล่าว
สำหรับประชาชนที่ต้องการช่วยเหลือเด็กชายรายนี้ หน่วยงานในพื้นที่ฝากแจ้งให้ติดต่อผ่านเทศบาลตำบลป่าปอโดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง และป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างนำเรื่องดังกล่าวไปเปิดรับบริจาคหรือแสวงหาผลประโยชน์
Advertisement