
(14 มิ.ย. 2569) จากกรณีสื่อโซเชียลมีเดีย ได้เสนอข่าวข้อมูลว่า คนไทยผวา! รบ.จะแก้กฎหมายสัญชาติ ต่างด้าวผู้ได้สัญชาติไทยใหม่เล่นการเมือง ประเด็นการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ ของกระทรวงมหาดไทย กำลังถูกจับตามองอย่างกว้างขวาง หลังพรรคไทยภักดีออกมาแสดงจุดยืนคัดค้าน พร้อมเตือนว่าแนวทางแก้ไขกฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และเปิดช่องให้ผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยภายใต้กฎหมายใหม่เข้ามามีบทบาททางการเมืองในอนาคต
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการเสนอให้ให้มีการแก้ไขกฎหมายสัญชาติ เนื่องจากได้รับรายงานความเป็นมาและสภาพปัญหาใน 3 ประเด็น ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นจากระบบกลางทางกฎหมายของสำนักงานกฤษฎีกา ดังนี้
1. การแก้ไขประเด็นการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการแก้ไขปัญหาคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ "ให้ถือว่าเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิด" เพื่อให้ผู้ได้สัญชาติไทยดังกล่าวได้ใช้สิทธิในการเป็นพลเมืองไทยสมบูรณ์และเท่าเทียม เนื่องจากมีข้อจำกัดในบางประการ เช่น สิทธิในการประกอบอาชีพ สิทธิทางการเมือง เป็นต้น ส่งผลให้มาตรการในส่งเสริมความเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติไม่บรรลุผลอย่างสมบูรณ์
โดยในประเด็นดังกล่าวได้มีการสนับสนุนให้แก้ไขปัญหาในเชิงวิชาการเพื่อแก้ไขกฎหมายสัญชาติ โดยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 หัวข้อ "เกิดในไทย มีสัญชาติไทย ก็ไม่มีสิทธิ? ปัญหาใหม่ในการตีความสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งของคนไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง"
2. การแก้ไขเพิ่มเติมคำว่า "หญิง" "ชายหรือหญิง" เป็นคำว่า "คน" "บุคคล" และแก้ไขเพิ่มเติม คำว่า "ภริยา หรือ สามี" เป็นคำว่า "คู่สมรส" ตามลำดับเพื่อให้สอดล้องกับประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. 2567 (มักเรียกว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียม)
โดยในประเด็นดังกล่าวเกิดจากผลของการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวนั้นได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องเสนอแก้ไข
3. การกำหนดสิทธิอาศัยให้กับบุคคลซึ่งเสียสัญชาติไทย ตามหมวด 2 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาตินี้ เนื่องจากมีบุคคลสัญชาติไทยได้สละสัญชาติไทย เสียสัญชาติไทย หรือถูกถอนสัญชาติไทย เนื่องจากเหตุผลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการไปอาศัยยังต่างประเทศ และได้สัญชาติในประเทศที่อาศัยปัจจุบัน
โดยในประเด็นดังกล่าวเกิดจากผลการปฏิบัติงานของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่พบว่ามีบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทย เกิดความยากลำบากในการกลับมายังประเทศไทย เพื่อเยี่ยมญาติในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องเสนอแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แก่ผู้ที่เคยมีสัญชาติไทย ฯลฯ
กรมการปกครอง ขอชี้แจงว่าข้อมูลมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ดังนี้
1. ประเด็นการให้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2535 นั้น ยังเป็นเพียงข้อเสนอซึ่งได้รับการสนับสนุนในเชิงวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในชั้นของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังไม่เคยได้ทราบเรื่องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวมาก่อน เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจากระบบกลางทางกฎหมายของสำนักงานกฤษฎีกาเท่านั้น ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายในส่วนของรัฐบาล หรือสภาผู้แทนราษฎรจะทราบ และได้พิจารณาต่อเมื่อได้นำร่างการแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาตามขั้นตอนแก้ไขกฎหมาย กล่าวคือ ในวาระที่หนึ่ง (รับหลักการ) สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาเพื่อลงมติว่าจะรับหลักการแห่งร่างกฎหมายนั้นไว้พิจารณาหรือไม่ โดยปัจจุบันนั้นยังไม่ถึงขั้นตอนดังกล่าว ที่จะทำให้รัฐบาลหรือสภาผู้แทนราษฎรทราบได้
2. ในการเสนอแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสัญชาติคราวนี้ ได้มีการเสนอกฎหมายจากต้นเรื่อง คือ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ซึ่งได้เสนอใน 3 ประเด็น คือ 1) การแก้ไขเพื่อให้ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด 2) การแก้ไขถ้อยคำ "สามีภรรยา" เป็น "คู่สมรส" ให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม และ 3) การกำหนด สิทธิอาศัยของคนไทยที่เสียสัญชาติไทย ซึ่งเกิดจากการเสนอในเชิงวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม เป็นต้น ทั้งนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้มีสิทธิที่จะสามารถได้เสนอความเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อประกอบการตัดสินใจของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และสภาที่จะพิจารณาแก้ไขกฎหมายต่อไป
ปัจจุบันการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ชั้นหลักการ) อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีกำหนดตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ถึงวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเพียงการเริ่มต้น ในระยะที่ 1 ของการจัดทำร่างกฎหมายของหน่วยงาน โดยเป็นการศึกษาปัญหารับฟังความคิดเห็นจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสในการแสดงความเห็นได้อย่างกว้างขวาง และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจึงจัดทำร่างพระราชบัญญัติ ในระดับกรมการปกครอง เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อันเป็นการยืนยันนโยบายและหลักการก่อนเสนอในระดับกระทรวง (กรมการปกครองได้สรุปขั้นตอนในแผ่นสรุปที่แนบมาด้วยแล้ว)
กรมการปกครอง ขอเรียนว่าการพิจารณาให้สัญชาติไทยในปัจจุบันมีหลักเกณฑ์ วิธีการที่รัดกุม และได้มีการกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วยความละเอียดรอบคอบ อีกทั้งมีการจัดตั้งคณะทำงานต่อต้านความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ในการตรวจสอบเพื่อดำเนินการทางอาญาและวินัยข้าราชการต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดในกรณีที่พบการทุจริตให้สัญชาติไทยโดยไม่ถูกต้อง โดยยึดหลักความมั่นคงของประเทศควบคู่กับหลักสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันการแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติยังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ยังไม่ได้ผ่าน การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีหรือสภา และไม่มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปิดทางให้บุคคลต่างด้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองตามที่เป็นข่าว
Advertisement