
(19 พ.ค. 2569) ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์ปัญหาสิทธิ์ครอบครองที่ดินบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เริ่มตึงเครียดอีกครั้ง หลังชาวบ้านหลายรายรวมตัวเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันต่อพนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง เพื่อยืนยันสิทธิ์ในที่ดินของตนเอง หลังถูกบุคคลอีกฝ่ายคือ อดีตเมียกำนันลี หรือ "เจ๊รัตน์" และลูกชายเข้าขัดขวาง อ้างสิทธิ์ครอบครองและขัดขวางการเข้าทำกิน แม้ภาครัฐจะเพิ่งเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกลับเข้าใช้ประโยชน์ได้ ภายหลังการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนและยืนยันอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว
โดยช่วงบ่ายวานนี้ (19 พ.ค. 2569) ที่ สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว ประชาชนผู้ถือครองเอกสารสิทธิ์หลายราย ได้เดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ดินในพื้นที่หมู่ 3 ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว โดยพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งไว้เป็นหลักฐาน ประกอบด้วย
ทั้งหมดระบุว่าเป็นผู้มีสิทธิ์หรือผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินตามเอกสาร ส.ค.1 และ น.ส.3 ข หลายแปลง ซึ่งเดิมอยู่ในพื้นที่ ต.โคกสูง อ.อรัญประเทศ จ.ปราจีนบุรี ก่อนการจัดตั้งจังหวัดสระแก้ว และปัจจุบันอยู่ในพื้นที่หมู่ 3 ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เอกสารสิทธิ์ที่มีการอ้างถึง ได้แก่
ผู้แจ้งระบุว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ได้เต็มรูปแบบ เนื่องจากเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหาด้านความมั่นคงและมีข้อพิพาทยืดเยื้อมานานหลายสิบปี กระทั่งล่าสุดภาครัฐ โดยฝ่ายปกครองและหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้เข้าจัดระเบียบและเปิดพื้นที่คืนให้ประชาชนกลับเข้าทำกินอีกครั้ง
จากคำให้การของผู้แจ้ง ระบุว่า หลังได้รับอนุญาตให้เข้าปรับพื้นที่เพื่อเตรียมทำการเกษตร กลับมีบุคคลอีกฝ่ายเข้ามาอ้างสิทธิ์ครอบครอง โดยเฉพาะหญิงรายหนึ่งซึ่งถูกพาดพิงในบันทึกแจ้งความ ว่าอ้างการครอบครองต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน และไม่ยินยอมให้เจ้าของเอกสารสิทธิ์เดิมเข้าดำเนินการในพื้นที่
ชาวบ้านบางรายเปิดเผยว่า ปัญหานี้สร้างผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่มายาวนานกว่า 40 ปี ทำให้หลายครอบครัวสูญเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากที่ดินของตนเอง ทั้งยังเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและรายได้จากการเกษตร ตัวแทนชาวบ้านกล่าวว่า ขณะนี้พอใจในระดับหนึ่งที่ฝ่ายปกครองโดย นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง เข้ามาไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง ทำให้ชาวบ้านทั้งสองฝ่ายยุติการและแยกย้ายไปด้วยดี
ด้าน นายนริศ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นายอำเภอโคกสูง เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝ่ายปกครองได้เชิญทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยทำความเข้าใจแล้ว โดยทุกฝ่ายต่างยืนยันว่าตนเองมีสิทธิ์ครอบครองในพื้นที่
นายอำเภอกล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้นคือ ให้แต่ละฝ่ายเข้าไปดูแลพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาทชัดเจนไปก่อน ส่วนพื้นที่ซับซ้อนหรือมีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อน จะต้องรอการรังวัดสอบเขตจากเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อพิสูจน์แนวเขตและสิทธิ์ที่แท้จริง
"หลังจากเจ้าหน้าที่ที่ดินเข้ารังวัดสอบเขต หากได้ข้อยุติก็ถือว่าจบตามกระบวนการ แต่หากยังมีข้อโต้แย้งหรือไม่สามารถตกลงกันได้ ก็อาจจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการทางศาลเพื่อวินิจฉัยสิทธิ์ในที่ดินต่อไป" นายอำเภอกล่าว
Advertisement