
วันที่ 13 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก น.ส.ทราย (นามสมมติ) อายุ 24 ปี ได้นำเอกสารหลักฐานการสนทนาร่วมระหว่างครอบครัว กับ ทนายติ๊ก ที่มีการว่าจ้างให้ช่วยเหลือ และดำเนินการทางคดีให้กับครอบครัวที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ จ.ชัยภูมิ โดยทนายความได้เรียกค่าใช้จ่ายในการยื่นขอประกันตัว และดำเนินการฎีกาคดีรวม 250,000 บาท และการวิ่งเต้นให้ได้รับการประกันตัวและปล่อยตัว โดยอ้างว่ารู้จักกับประธานศาลฎีกาของไทย,ผู้บริหารระดับสูงของกรมราชทัณฑ์ เจ้าของสำนวนและองค์คณะในคดีดังกล่าวทั้งหมด โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่าย 2 ล้านบาท และหากต้องการให้ลบประวัติคดีทั้งหมด จะต้องเพิ่มเงินอีก 1 ล้านบาท ก่อนจะมีการนัดหมายเข้าพบทั้งผู้เสียหายและผู้ทีถูกคุมขัง ที่เรือนจำจนเกิดความไว้วางใจและโอนเงินดังกล่าว สุดท้ายไม่สามารถดำเนินการได้เรื่องเงียบหายไปและติดต่อไม่ได้
น.ส.ทราย เล่าว่า เรื่องดังกล่าวได้มีการแจ้งความเอาผิดทนายติ๊กแล้ว ในข้อหา พรบ.คอมพิวเตอร์,และฉ้อโกง ที่ สภ.สีชมพู จ.ขอนแก่น โดยพนักงานสอบสวนจะดำเนินการ เรียกสอบปากคำในสัปดาห์หน้าตามเอกสารหลักฐานทั้งหมด ที่นำมาร้องเรียน ต่อสื่อมวลชนคือข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์,เอกสารการโอนเงินรวมกว่า 3 ล้านบาท และเอกสารที่ทนายติ๊กนำมามอบให้คือ เอกสารคำร้องการขอประกันตัวครอบครัวในชั้นฎีกา และเอกสารหลักฐานจากประธานศาลฎีกา ที่ลงนามและประทับตราแบบทางการ โดยเฉพาะเอกสารที่ระบุว่ามีการให้พิจารณาปล่อยตัวครอบครัว ที่ระบุถึงเลขคดี และชื่อของผู้ต้องหาอย่างถูกต้อง
“พี่ชายและพี่สาวถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ จ.ชัยภูมิ ซึ่งครอบครัวอยู่ในขั้นตอนของการต่อสู้ทางคดีตามทั้งชั้นต้นและอุทธรณ์ จนขณะนี้อยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ จนกระทั่งเมื่อปลายปี 2568 ได้เข้าเยี่ยม ก็ได้รับคำแนะนำว่าให้ใช้บริการทนายติ๊ก เพราะหลายคนบอกว่าเชี่ยวชาญเรื่องศาลฎีกา ,องค์คณะผู้พิพากษาและผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องของการประกันตัว และพิจารณาคดีในชั้นนี้ จึงนัดหมายพบกัน ด้วยการที่อยากให้ครอบครัวพ้นผิดและทนายความพูดจาทางการ มีหลักฐาน มีเอกสารหลักฐานต่างๆชัดเจน จึงตกลงยินยอมให้ทำคดีให้ ซึ่งทนายติ๊กเรียกค่าใช้จ่ายในชั้นฎีกาทั้งสิ้น 250,000 บาท ผ่านไป 2-3 วันทนายติ๊กโทรศัพท์มาบอกว่า สามารถวิ่งเต้นคดีได้ เพราะรู้จักกับประธานศาลฎีกา และระดับสูงที่รับผิดชอบกับเรื่องนี้ แต่ต้องทำเงียบๆบอกใครไม่ได้ ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งก็เอะใจแต่ทนายก็โทรมาตื้อไลน์มาหา ทั้งยังคงส่งเอกสารหลักฐาน และข้อความทางด้านกฎหมายและเอกสารทางการต่างๆมาให้ ประกอบกับครอบครัวที่อยู่ในเรือนจำ ต่างร้อนใจและเริ่มมีความหวังที่จะได้รับการประกันตัว จึงตัดสินใจหลงเชื่อและเริ่มโอนเงินจำนวน 2 ล้านบาทให้ในเดือน ม.ค.รวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง”
น.ส.ทราย กล่าวต่อว่า ทยอยโอนเงิน 2 ล้านบาทให้กับทนายติ๊ก ตลอดทั้งเดือน ม.ค.69 เพราะครอบครัวต้องทำมาหากินและวิ่งหยิบยืมเงิน หรือการหาหลักทรัพย์ต่างๆ เพราะหวังจะได้รับอิสรภาพและการประกันตัวตามสิทธิ์ของกฎหมาย จนกระทั่งต้นเดือน ก.พ. ทนายติ๊ก บอกว่าสามารถที่จะลบคดีและออกหมายขาว ให้กับครอบครัวได้เพราะชั้นฎีกา ทำอะไรก็ได้แต่ระดับสูงขอเพิ่มอีก 1 ล้านบาท จึงเริ่มสังหรณ์ใจเพราะคดีไม่มีความคืบหน้าจึงโต้แย้งไป จากนั้นทนายติ๊ก ก็ส่งเอกสารที่เป็นคำสั่งของศาลฎีกา และเอกสารหลักฐานที่กล้าวถึงข้อกฎหมายระหว่างประเทศ และข้อกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องและมีการลงประทับตราชัดเจนและมีกำหนดปล่อยตัวในเดือน ก.พ. และที่สำคัญคือเอกสารที่ส่งมาให้นั้นเรียนถึงเบื้องสูง จึงมีความเชื่อถืออย่างมาก จึงตัดสินใจโอนเงินให้อีก 5 แสนบาท จนกระทั่งกลางเดือน ก.พ. เรื่องก็เงียบ ติดต่อไม่ได้ อ้างว่าติดคดีความต่างจังหวัด จึงได้รบกวนพี่ๆทนายที่รู้จักกันตรวจสอบดูว่า คดีของครอบครัวมีการพิจารณาอย่างไรตามเอกสารที่ทนายติ๊กส่งให้ ก็ทราบว่าศาลท่านยกคำร้องไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงขอเงินคืนทั้งหมด ทนายติ๊ก ก็รับสายบ้างไม่รับสายบ้าง ติดว่าความต่างจังหวัดบ้าง และอ้างว่าจะคืนให้แต่เงินนั้นระดับสูง นำไปเล่นหุ้น หรือใช้จ่ายต่างๆไปแล้ว จึงได้ปรึกษาทนายความชุดใหม่ เพื่อเอาผิดกับทนายติ๊ก จนทราบว่า เอกสารดังกล่าวไม่มีจริง จึงแจ้งความเอาผิดทางกฎหมายและร้องเรียนต่อสื่อมวลชน
น.ส.ทราย กล่าวต่ออีกว่า การตัดสินใจดำเนินคดีทนายความรายดังกล่าวแม้จะกลัว แต่ก็ต้องสู้เพื่อครอบครัวเพราะเราดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายทุกอย่างจนถึงชั้นฎีกา เมื่อมีทนายความที่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งยังคงวางตัวและอ้างด้วยเอกสาร หลักฐานต่างๆอย่างครบถ้วน ครอบครัวจึงมีความหวังอย่างมากและไม่นึกว่าจะโดนหลอก จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจึง
ล่าสุดทนายติ๊กประสานงานมาว่าจะคืนเงินในวันที่ 22 พ.ค.แต่ก็ไม่เชื่อแล้วเพราะถูกเลื่อนมาตลอด ทางคดีก็ไม่มีการพูดถึงใดๆ จึงหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรม ได้เข้ามาดำเนินการเอาผิดคนที่หลอกลวง
Advertisement