
เมื่อเวลา 03.00 น.วันนี้ (2 พ.ค. 2569) ตำรวจ CIB นำตัวผู้ต้องหา 3 ราย จาก จ.นครราชสีมา ไปสอบปากคำ ที่ กองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบ ป.ป.ป. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.) ร่วมสอบปากคำด้วย ตามที่กรมการปกครองโดยคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) ร่วมกับ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกันเปิดปฏิบัติการย้อนเกล็ดมังกร เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา จับกุมเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ว่าจ้างชายไทยให้จดทะเบียนสมรสและเป็นบิดารับรองบุตรอันเป็นเท็จ เพื่อให้บุตรของคนจีนได้รับสัญชาติไทย ไปจำนวน 2 คดี ได้ผู้ต้องหา 6 คน ขณะนี้สามารถขยายผลได้อีก 1 คดี
ซึ่งเป็นกรณีสืบเนื่องจากที่ศูนย์ ACSC ได้ติดตามสืบสวนกลุ่มสแกมเมอร์ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมีการเชื่อมโยงมาที่กลุ่มนายหน้ารับจดทะเบียนวีซ่า (VISA) ให้กับคนจีนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพบข้อมูลต้องสงสัยของเด็กรายหนึ่งที่มีหนังสือเดินทางประเทศจีนกับสูติบัตรคนไทย จึงได้มีการประสานข้อมูลมายังกรมการปกครอง โดย DOPA N.I.C.E. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในสูติบัตรของเด็กคนดังกล่าว ระบุมีชื่ออยู่ที่ บ้านพัก ต.หลุ่งประดู่ อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา เมื่อดูในระบบทะเบียนราษฎร พบว่า บ้านหลังดังกล่าว มีเด็กที่มีมารดาเป็นคนจีนและเมียนมาอาศัยอยู่หรือเคยมาอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้จำนวนหลายสิบราย และยังพบว่า บ้านพัก ม.2 ต.ห้วยแคน อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ก็มีเด็กที่มีมารดาเป็นคนจีนและเมียนมา มาอาศัยอยู่ในลักษณะเดียวกันนี้อีกจำนวนหลายรายเช่นกัน
DOPA N.I.C.E. จึงส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า บ้านทั้ง 2 หลังดังกล่าว ถูกรื้อถอนไปนานแล้ว เมื่อได้สอบถามข้อมูลจากโรงพยาบาลที่ถูกระบุในหนังสือรับรองการเกิด ปรากฏว่า ไม่ได้มีการเกิดจริง และจากการติดตามสอบถามบุคคลสัญชาติไทยที่มีชื่อเป็นบิดาและผู้เกี่ยวข้อง ต่างยืนยันว่า ไม่ใช่บิดาที่แท้จริง โดยเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนของเทศบาลฯ รับสารภาพ ว่า ได้แอบอ้างใช้ชื่อบิดาสัญชาติไทยและโรงพยาบาล และออกสูติบัตรให้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เด็กมีสัญชาติไทยตามบิดา นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขรายการทางทะเบียนเท็จ อาทิ ชื่อบิดา มารดา หรืออายุของเด็กโดยสำนักทะเบียนอำเภออีกด้วย กรณีนี้จึงเป็นการทุจริตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำการแจ้งเกิดเท็จให้ลูกของบุคคลต่างด้าวได้รับสูติบัตรสัญชาติไทยและสูติบัตรคนต่างด้าว รวมทั้ง แก้ไขรายการทางทะเบียนอันเป็นเท็จ เป็นที่แน่ชัด จำนวน 13 คนต่อรายการ
และเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา กรมการปกครอง โดย DOPA N.I.C.E. ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนี้
(1) พนักงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง
(2) อดีตปลัดออำเภอ อ.ห้วยแถลง
(3) อดีตลูกจ้าง อ.ห้วยแถลง
และเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 ภายใต้การอำนวยการของนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นำโดยนายวิทูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครองและหัวหน้าคณะทำงาน DOPA N.I.C.E. สั่งการให้ชุดปฏิบัติการสืบสวนที่ 4 DOPA N.I.C.E. นำโดย ว่าที่ ร.ต.ธนาวัต อิณทรสุวรรณ์ บูรณาการ ร่วมกับ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และ พล.ต.ต. ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ ACSC กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.3 และ กก.3 บก.ป. ขยายผลปฏิบัติการ "ย้อนเกล็ดมังกร" ดำเนินการจับกุมเจ้าหน้าที่รัฐตามหมายจับ จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย
(1) พนักงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง (น.ส.จินดา (สงวนนามสกุล) เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงาน)
(2) อดีตปลัดอำเภอ อ.ห้วยแถลง
(3) อดีตลูกจ้างที่ว่าการ อ.ห้วยแถลง ดังกล่าว ขณะนี้ได้นำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนแล้ว อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล
โดยการแจ้งเกิดเท็จ เด็กทั้ง 13 คนต่อรายการดังกล่าว DOPA N.I.C.E. จะดำเนินการประสานให้นายทะเบียนดำเนินการเพิกถอนการรับแจ้งการเกิดโดยเร็วที่สุด และมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ตรวจพบบุคคลสัญชาติจีน เดินทางออกนอกราชอาณาจักร พร้อมเด็กชายอายุ 10 เดือน สัญชาติจีน มีสูติบัตรออกให้โดยเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา ซึ่งต้องสงสัย และเด็กไม่ได้เดินทางพร้อมมารดา โดยไม่มีเอกสารยินยอมให้เด็กเดินทางกับบุคคลอื่น เจ้าหน้าที่จึงไม่อนุญาตให้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร และขณะนี้มีเบาะแสเพิ่มเติมแล้วว่า ยังมีการแจ้งเกิดเท็จให้ลูกของบุคคลต่างด้าวในลักษณะดังกล่าวอีกในหลายท้องที่ ซึ่ง DOPA N.I.C.E. จะได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายขยายผลปฏิบัติการ "ย้อนเกล็ดมังกร" อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด เช้าวันนี้ (2 พ.ค. 2569) ที่ สำนักงานเทศบาลตำบลโพธิ์กลาง อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา นายกิติพงศ์ พงษ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ได้ระดมเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ของเทศบาลและปลัดเทศบาล มาเร่งตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งเกิดทิพย์ ย้อนหลังไป 5 ปี เพื่อทำการเพิกถอนสูจิบัตรของเครือข่ายกลุ่มคนจีน ที่นำเอกสารเท็จที่แอบอ้างมาแจ้งเกิดกับ นางสาวดาฯ นามสมมุติ (น.ส.จินดา) ผู้ต้องหาที่ถูกทางตำรวจ ป.ป.ป.และชุดปฏิบัติการสืบสวนของกรมการปกครอง จับกุมตัวไปเมื่อเช้าวานนี้ โดยในเบื้องต้น พบแล้ว 50 ราย และขณะนี้เจ้าหน้าที่ฯ กำลังสืบค้นเอกสารและตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อขยายผลถึงขบวนการแจ้งเกิดทิพย์ของกลุ่มจีนเทา ซึ่งนายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ระบุว่า เชื่อมโยงกับขบวนการแก๊งจีนเทาแจ้งเกิดทิพย์ ที่ถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจับกุมตัวได้ขณะกำลังจะบินออกนอกประเทศเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา รวมทั้ง ขบวนการแจ้งเกิดทิพย์และทำบัตรประชาชนปลอมที่ จ.เชียงใหม่ อย่างแน่นอน
นายกิติพงศ์ เปิดเผยอีกว่า "จากการตรวจสอบร่วมกับโรงพยาบาลฯ พบว่า ในจำนวน 45 ราย มีถึง 29 รายที่มีข้อมูลการเกิดจริง แต่ถูก "สวมสิทธิ์' ใช้ชื่อผู้อื่น ส่วนอีก 16 รายไม่พบข้อมูลการเกิดเลย จนถึงขณะนี้เทศบาลตำบลโพธิ์กลางพบการแจ้งเกิดทิพย์จำนวน 50 ราย โดยแยกเป็นกรมการปกครองพบ 5 ราย เทศบาลฯพบ 45 ราย เตรียมออกคำสั่งระงับทั้งหมดและเสนอกรมการปกครองเพิกถอนโดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังเร่งให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงสรุปผลภายใน 30 วัน เพื่อเดินหน้าดำเนินการทางวินัยและคดีอาญากับผู้เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่าผู้กระทำผิดจะไม่สามารถหลบหนีความผิดได้ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังพบความเชื่อมโยงกับขบวนการ "จีนเทา" ที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ รวมถึง เครือข่ายปลอมบัตรประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และกรณีเด็กต้องสงสัยที่ถูกสกัดไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิ"
นายกิติพงศ์ ย้ำว่า "ปัญหานี้เกิดจากทั้งพฤติกรรมไม่สุจริตของบุคคล และช่องโหว่ของระบบทะเบียนที่ยังเชื่อมโยงข้อมูลไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลจากบางหน่วยงานที่ถูกนำไปแอบอ้างได้ง่าย พร้อมประกาศมาตรการเข้มงวดใหม่ ตรวจสอบตัวตนบุคคลต่างชาติอย่างละเอียด ทั้งความสัมพันธ์ หลักฐานชีวภาพ และเหตุผลการยื่นคำร้อง รวมถึงต้องรายงานผู้บริหารก่อนอนุมัติทุกกรณี ทั้งนี้ DOPA N.I.C.E. เตรียมขยายผลต่อเนื่อง หลังพบเบาะแสว่ามีการกระทำลักษณะเดียวกันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยย้ำว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง และต้องเร่งจัดการอย่างเด็ดขาดเพื่อปกป้องสิทธิของคนไทย"
Advertisement