
วันที่ 7 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดชมวิวทุ่งกังหันลม เขายายเที่ยง ตั้งอยู่ที่ อ.สิ้ว จ.นครราชสีมา บนพื้นที่ของอ่างเก็บน้ำตอนบน ของโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในวันนี้ บรรยากาศเงียบเหงาเป็นอย่างมาก หลังจากเจอวิกฤติเศรษฐกิจที่ซบเซา ซ้ำมาเจอพิษน้ำมันแพง ราคาพุ่งไม่หยุดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ประชาชนต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
และวันนี้ เฉพาะน้ำมันดีเซลก็ปรับราคาพรวดเดียวสูงถึงลิตรละ 6.50 บาท ยิ่งทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวแทบไม่อยากขับรถออกไปไหน
ส่งผลกระทบต่อบรรดาผู้ประการรายย่อย ร้านค้า ร้านอาหาร และรถรับจ้างต่างๆ ไม่มีคนมาซื้อสินค้าหรือมาใช้บริการ ต่างพากันกังวลว่าจะสามารถประคองสถานการณ์บริหารจัดการเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน ไปได้นานสักแค่ไหน
อย่างเช่น นายสมหวัง กระเต็มหมัด อายุ 74 ปี พนักงานขับรถสองแถวพานักท่องเที่ยวไปชมวิวผายายเที่ยง เปิดเผยว่า “ปัจจุบันได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพราะนักท่องเที่ยวหายหมด ทั้งๆที่เป็นจุดเช็กอินยอดนิยม แลนด์มาร์กสำคัญของ จ.นครราชสีมา ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวชมวิวธรรมชาติแบบ 360 องศา ชมกังหันลมยักษ์ทั้งหมด 14 ต้น เรียงรายอยู่บนแนวเขายายเที่ยง สร้างทัศนียภาพที่สวยงามและใช้ผลิตพลังงานสะอาด นักท่องเที่ยวสามารถเช่าจักรยานปั่นชมวิว หรือจะนั่งรถสองเท่าไปชมวิวปลูกป่าที่ผ่ายายเที่ยงก็ได้ แต่ตอนนี้นักท่องเที่ยวน้อย นับจำนวนได้เลย ส่วนร้านค้า พากันนั่งหลับรอลูกค้า หลายร้านทยอยปิดตัวเพราะขาดทุนหนักกว่าช่วงโควิดระบาดเสียอีก
เพราะตั้งแต่มีการปรับน้ำมันขึ้นในครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย ส่งผลกระทบต่อรถนำเที่ยวอย่างมาก ต้องนำรถมาจอดรอลูกค้ากันเป็นแถว บางวันได้แค่คนละ 2 เที่ยว ปกติวิ่งได้คนละ 4-5 เที่ยว แต่ตอนนี้แค่ 2 เที่ยวก็แทบจะไม่ได้แล้ว เพราะนักท่องเที่ยวหายหมด เจอปัญหาน้ำมันหาเติมยากไม่พอ ยังมาเจอน้ำมันแพงขึ้นราคารายวันแบบนี้อีก ทำให้ทุกคนต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จึงไม่ค่อยมีมาเที่ยวชมวิวกังหันลมยักษ์เหมือนช่วงก่อนจะเกิดวิกฤติจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ตนและเพื่อนๆ ที่วินรถสองแถวรับจ้าง ต่างเจอปัญหาแบบเดียวกันเต็มๆ ตอนนี้ทำได้แค่ประคองตัวเอง คนน้อยก็ต้องวิ่งรถให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งที่รู้ว่าไม่คุ้มกับค่าน้ำมัน แต่บางวันแทบจะไม่มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายซื้อกับข้าวกินตอนเย็น
รายได้หมดไปกับค่าน้ำมันทั้งนั้น บางครั้งต้องจอดรอให้นักท่องเที่ยวให้มาขึ้นรถหลายๆคนหน่อย แต่นักท่องเที่ยวบางคนไม่อยากนั่งรอนาน ก็ขอยกเลิกไม่ใช้บริการก็มีเหมือนกัน ทำให้เราเสียโอกาสไป ตอนนี้ทั่วประเทศทุกคนทุกอาชีพ ได้รับผลกระทบกันหมด ถ้าเป็นแบบนี้เกษตรกรก็เลิกทำนาเลิกทำการเกษตร ไม่ต้องกินข้าวกันหรอก ให้นายทุนกินน้ำมันไปฝ่ายเดียว ให้รวยๆไปเลย คนที่จนก็จนกันจนตายไปเลย เพราะตั้งแต่เกิดมาจนอายุจะ 75 ปีแล้ว ไม่เคยเห็นน้ำมันปรับราคาขึ้นต่อเนื่องแบบนี้ และขึ้นสูงสุดทีเดียว 6 บาท และ 6.50 บาทล่าสุด แต่เวลาปรับลง ลงทีละ 20-30 สตางค์ จะขึ้นราคาอะไรนักหนา ร้านค้าก็พากันปิดร้านเกือบหมด เหลือแค่ร้านที่มีสินค้าไม่เน่าเสีย เช่น น้ำดื่มขวด น้ำอัดลม
จะเปิดร้านจำหน่ายอาหารอยู่บ้าง แต่ร้านอาหารสดหรืออาหารปรุงสุกปิดร้านกันหมดเพราะเปิดขายไปก็ไม่คุ้ม ไม่มีลูกค้า ซื้อหมูมา 3 วันก็ยังขายไม่หมด เน่าเสียหมด ตอนนี้ไม่รู้จะฝากอะไรไปถึงรัฐบาล ไม่รู้จะฝากยังไง เพราะเกิดมาไม่เคยต้องมาเจอน้ำมันลิตรละ 50-60 บาทแบบนี้ แย่จริงๆ”
Advertisement