
วันที่ 7 เม.ย.2569 ที่จังหวัดอุทัยธานี ท่ามกลางภาพความสวยงามของทุ่งไอ้หุ จังหวัดอุทัยธานี ที่ใกล้ถึงเวลาเก็บเกี่ยว กลับซ่อนความร้าวรานของ นางจำรูญ เก่งธัญกรรม ชาวนาวัย 70 ปี ผู้ยึดอาชีพเกษตรกรรมสืบทอดจากบรรพบุรุษ ที่ล่าสุดต้องเผชิญกับมรสุมเศรษฐกิจจนถึงขั้นตัดสินใจเตรียมละทิ้งอาชีพที่รัก
นางจำรูญ ระบุว่า ปัญหาหลักเกิดจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันที่ขยับสูงกว่า 50 บาทต่อลิตร ทำให้การสูบน้ำเข้านา 20 ไร่กลายเป็นภาระที่หนักอึ้ง ขณะที่ราคาปุ๋ยขยับตัวสูงขึ้นจากกระสอบละ 800 บาท เป็นเกือบ 1,300 บาท ทำให้สามารถใส่ปุ๋ยประคองได้เพียงช่วงแรกเท่านั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพข้าว โดยพบว่าเมล็ดข้าวลีบเล็กและเปราะบาง จากเดิมที่เคยได้ผลผลิตถึง 200 เมล็ดต่อรวง ปัจจุบันเหลือเพียง 20 กว่าเมล็ดเท่านั้น
จากความคาดหวังเดิมที่น่าจะได้ผลผลิต 25 ตัน นางจำรูญคาดการณ์ว่าปีนี้อาจจะได้ไม่ถึง 8 ตัน ในขณะที่ราคาขายถูกกดเหลือเพียงเกวียนละ 5,800 บาท ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะคืนทุน นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับค่ารถเกี่ยวข้าวที่ปรับราคาขึ้นเป็นไร่ละ 600 บาท พร้อมเงื่อนไขที่บีบคั้นหัวใจคือ "ชาวนาต้องเป็นผู้เติมน้ำมันรถเกี่ยวเองทั้งก่อนและหลังเสร็จงาน"
ด้วยภาระหนี้สินและต้นทุนที่แบกรับไม่ไหว ประกอบกับความน้อยเนื้อต่ำใจที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลชุดใหม่ นางจำรูญ จึงตัดสินใจเลือกทางเดินที่ปวดร้าวที่สุดคือการ "ถอดใจ" และเตรียมเลิกอาชีพทำนาที่ทำมาตั้งแต่เด็ก โดยอาจปล่อยผืนนาให้รกร้างหรือปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นตามยถากรรม นี่คือภาพสะท้อนของเกษตรกรไทยที่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อชัยชนะ แต่เป็นการจำยอมต่อโชคชะตา และภาระต้นทุนชีวิตที่สูงเกินกว่าจะแบกรับไว้ได้เพียงลำพังอีกต่อไป
Advertisement