
จากกรณีนายประทีป (สงวนนามสกุล) อายุ 67 ปี และนางมะลิวัลย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 64 ปี สองตายายหอบสัมภาระเดินทางมาพึ่งพาลูกสาวในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี แต่กลับไม่สามารถติดต่อได้ โดยลูกสาวอ้างว่าหอพักคับแคบและไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าพัก ทำให้ทั้งสองไม่มีที่พักอาศัย ขณะเดียวกัน ลูกชายอีกคนก็ไม่สามารถติดต่อได้เช่นกัน
ด้วยความจำเป็น คุณตาคุณยายจึงต้องอาศัยนอนที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 จังหวัดอุดรธานี เป็นเวลา 1 คืน ท่ามกลางความเป็นห่วงของผู้พบเห็น กระทั่งมีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำตัวเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองและดูแลคุณภาพชีวิต ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอและติดตามอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้
ล่าสุดผู้สื่อข่าว ลงพื้นที่ไปยังศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามความเป็นอยู่ของทั้งสองอีกครั้ง พบว่าขณะนี้คุณตาคุณยายอยู่ในความดูแลของภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยมีสภาพจิตใจและร่างกายที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บรรยากาศวันนี้ คุณตาคุณยายมีสีหน้าสดใส ยิ้มแย้ม ไม่อิดโรยเหมือนครั้งแรกที่พบกันที่ บขส. โดยทางศูนย์ได้จัดอาหารดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งในวันนี้ทั้งสองได้รับประทานแกงไก่ผัดพริกหยวกพร้อมข้าวสวย โดยคุณตาคุณยายกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “อร่อยมาก”
นายประทีป เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนใช้ชีวิตคู่กับภรรยามานานกว่า 20 ปี เคยประกอบอาชีพขับรถบัสเส้นทางอุดรธานี–ชุมแพ มีรถถึง 2 คัน โดยตนเป็นคนขับ ส่วนภรรยาดูแลอีกคันหนึ่ง มีลูกด้วยกัน 2 คน และส่งเสียให้เรียนหนังสือจนจบ แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ธุรกิจเดินรถได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนต้องเลิกกิจการและขายรถทั้งหมด ก่อนหันไปรับจ้างขับรถบัสนำเที่ยวอยู่นานกว่า 10 ปี
ต่อมาชีวิตยังต้องดิ้นรนต่อ ทั้งค้าขายและไปทำงานโรงงานขนมจีนที่จังหวัดลพบุรีเกือบ 10 ปี กระทั่งเกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อภรรยาประสบอุบัติเหตุล้มจนกลายเป็นผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ทำให้ภาระชีวิตยิ่งหนักขึ้น อีกทั้งบ้านที่เคยมีในจังหวัดอุดรธานี ก็ขาดส่งค่างวดจนถูกยึดไปเมื่อปีที่ผ่านมา
ตาประทีป เล่าว่า หลังจากหมดหนทาง จึงนึกถึงลูกที่อยู่ในจังหวัดอุดรธานี และตัดสินใจพาภรรยาเดินทางมาหา หวังจะได้อยู่ร่วมกันในบั้นปลายชีวิต แต่เมื่อมาถึงกลับได้รับคำตอบจากลูกสาวว่า ห้องพักคับแคบ ไม่สามารถให้อยู่ได้
ระหว่างติดตามความคืบหน้า ผู้สื่อข่าวได้พยายามให้คุณตาโทรศัพท์ติดต่อกับลูกอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อได้ และเมื่อพยายามโทรซ้ำเป็นครั้งที่สอง ก็ไม่มีผู้รับสายแต่อย่างใด
ขณะที่ลูกชายอีกคน แม้จะเคยรับสาย แต่ก็ไม่ยอมพูดคุย แม้จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ตาประทีปยืนยันว่าไม่โกรธลูก “ลูกคงมีภาระของเขา ผมไม่โกรธเลย” พร้อมยอมรับว่าอาจเป็นผลจากอดีตที่ตนเคยดุด่าลูกชายอย่างรุนแรง และเคยดุลูกสาวจนหนีออกจากบ้านตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
ตาประทีป บอกว่า ขณะนี้ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการดูแลของภาครัฐ แต่สิ่งเดียวที่ต้องการคือ “ขอให้ได้อยู่กับภรรยาไปจนวันสุดท้าย”
ด้านยายมะลิวัลย์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ไม่เคยโกรธลูกทั้งสองคนเลย “แม่ไม่เคยโกรธ ไม่เคยเกลียดลูก ขอให้ลูกตั้งใจทำงาน ดูแลครอบครัวตัวเองให้ดี แม่รักลูกเสมอ” ทั้งนี้ ยายมะลิวัลย์ ยังเผยว่า ก่อนหน้านี้ขณะอยู่ที่ลพบุรี ต้องอยู่เพียงลำพังในห้องพัก เกิดความเหงาและความเครียด จนมีปัญหากับสถานที่ทำงาน และตัดสินใจเดินทางออกมา
ตาประทีปและยายมะลิวัลย์ ยังมีหลานสาว 1 คน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนประจำจังหวัด และปัจจุบันไปอยู่กับแม่ที่จังหวัดภูเก็ต “คิดถึงหลานมาก อยากเจอสักครั้งก่อนตาย” ตาประทีป กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ด้านนางสาวพิชญ์นรินทร์ จันทร์อมรสิริ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ให้การช่วยเหลือด้านปัจจัยสี่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า พร้อมดำเนินการคุ้มครองสิทธิภายใต้กฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 เพื่อจัดหาที่พักอาศัยที่ปลอดภัย พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ พ.ร.บ.ผู้พิการ เนื่องจากทั้งสองท่านจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษตามกฎหมายเฉพาะ
ในส่วนของการติดตามหาครอบครัว ผู้อำนวยการฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อบุตรของคุณตาและคุณยายแล้ว แต่ยังไม่มีผู้รับสาย อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานยังคงมุ่งเน้นการติดตามญาติเพื่อให้กลับมาพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน
“หากทางครอบครัวมีปัญหาติดขัดประการใด อยากให้เข้ามาปรึกษาเพื่อหาแนวทางดูแลร่วมกัน ส่วนในระยะยาวจะมีการประชุมทีมสหวิชาชีพ เพื่อประเมินและวางแผนการช่วยเหลือที่เหมาะสมตามสภาพปัญหาต่อไป” ผู้อำนวยการฯ กล่าวทิ้งท้าย
Advertisement