
หลังมีกระแสข่าวที่ประชุมคณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวงสาธารณสุข หรือคณะกรรมการ อ.ก.พ. มีมติ 4:3 ปลดหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ออกจากราชการ กรณีจัดซื้อ ATK ในช่วงโควิด-19 ระบาด วันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดแถลงข่าวในประเด็นนี้ นำโดย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย , นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ซึ่งเป็น 3 เสียงที่มีมติให้ปลด นพ.สุภัทร ออกจากราชการ รวมถึงนายเกตุแก้ว แก้วใส ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานวินัยและระบบคุณธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมแถลงในครั้งนี้ด้วย ซึ่งทั้ง 3 ท่านก็ได้มีการยืนยันว่า ไม่มีใบสั่งจากใครทั้งสิ้น ทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอน และกฎหมายของทางราชการ
โดยมีการไล่เรียงไทม์ไลน์ว่า ตั้งแต่วันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ 2566 กระทรวงสาธารณสุขโดยกลุ่มตรวจสอบภายใน ได้เข้าตรวจสอบทั่วไปโรงพยาบาลจะนะ และรายงานผลต่อปลัดกระทรวงสาธารณสุขตามปกติ
ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2566 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนขึ้น 8 พฤษภาคม 2566 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง จากนั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ประธานกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ได้รับทราบคําสั่งและดําเนินการตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดําเนินการทางวินัย พ.ศ.2556 ทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมาย เริ่มตั้งแต่มีการรับทราบคําสั่ง นัดประชุม แจ้งผู้ถูกกล่าวหาให้เข้ารับทราบคําสั่ง ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาได้เข้ารับทราบคําสั่ง และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาพร้อมยื่นชี้แจงเป็นหนังสือหลายแผ่นหลัง
กระทั่งวันที่ 23 กันยายน 2568 คณะกรรมการสอบสวนได้เสนอรายงานการสอบสวนและความเห็นต่อปลัดกระทรวงสาธารณสุข พิจารณาแล้วเห็นชอบตามคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและให้นําเข้า อ.ก.พ. เพื่อพิจารณาโทษ ซึ่งผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนเข้า อ.ก.พ. ในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ต่อมา 22 มกราคม 2569 มีการประชุม อ.ก.พ. และนําเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาจนมีมติปลด นพ.สุภัทร ออกจากราชการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนดําเนินการออกคําสั่งลงโทษทางวินัยตามมติ อ.ก.พ. ยืนยันว่าขั้นตอนและระยะเวลาทั้งหมดนี้เป็นไปตามที่กฎหมายกําหนดทุกประการ
ในคำสั่งระบุว่า หมอสุภัทร ได้จัดซื้อและสั่งอนุมัติให้จัดซื้อชุดตรวจ ATK ในแต่ละครั้งวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทไม่เกิน 5 ครั้ง เป็นการปฏิบัติราชการเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิควร ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ คณะกรรมการสอบสวนสรุปว่าผิดวินัยร้ายแรงเสนอให้ปลดออกจากราชการ
ทั้งนี้ ในอดีตเคยมีหลายกรณีที่ข้าราชการกระทำความผิดในลักษณะแบ่งซื้อพัสดุ และถูกลงโทษถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกมาแล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า โทษของ นพ.สุภัทร เหมาะสมหรือไม่ นายเกตุแก้ว แก้วใส ระบุว่า ความเหมาะสมของโทษขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่รวบรวมได้และการนำมาชั่งน้ำหนักของคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งในกรณีนี้เห็นว่า เป็นโทษที่เหมาะสมแล้ว
ส่วนกรณีที่ หมอสุภัทร ระบุว่า มติของ อ.ก.พ. อาจเข้าข่ายเป็นโมฆะ เนื่องจากต้องรอการพิจารณาจากที่ประชุมคณะกรรมการ ก.พ. ชุดใหญ่ นายเกตุแก้ว ชี้แจงว่า ตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องรอ ก.พ. ชุดใหญ่ เพียงแต่กระทรวงต้องรายงานคำสั่งให้ ก.พ. ชุดใหญ่ทราบเท่านั้น
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามย้ำว่า หากในอนาคต ก.พ. ชุดใหญ่มีมติสวนทางกับ อ.ก.พ. จะถือว่ามติเดิมเป็นโมฆะหรือไม่ นายเกตุแก้ว ระบุว่า ตามกฎหมาย หาก ก.พ. ชุดใหญ่มีมติอย่างไร กระทรวงสาธารณสุขก็ต้องดำเนินการตามมติของ ก.พ. ชุดใหญ่
Advertisement