
กรณีมีชาวบ้านแจ้งว่าบ้านหรูในหมูบ้านแห่งหนึ่ง พื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มีกลุ่มชาวไทยและต่างชาติ เข้ามามั่วสุมกันเป็นจำนวนมาก เกรงว่าจะเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองปรือ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบบ้านหรูสองชั้นดังกล่าว


โดยจากตรวจสอบ พบกลุ่มคนไทยจำนวน 27 คน ชาวจีน 4 คน และชาวปากีสถาน 1 คน ส่วนใหญ่เป็นสาวประเภทสอง กำลังถ่ายไลฟ์ผ่านแอปพลิเคชัน KWAI (ไคว่) ซึ่งเป็นแอปฯ ต่างประเทศ ในลักษณะเดินโชว์และโพสท่าทางให้สมาชิกออนไลน์ได้รับชม

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจเช็กอุณหภูมิร่างกาย ไม่พบผู้ใดมีไข้ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในข้อกำหนดห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือการมั่วสุมในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค หรือการกลั่นแกล้งเพื่อแพร่เชื้อโรค ณ ที่ใด ๆ ทั่วราชอาณาจักร เว้นแต่เป็นการทำกิจกรรมภายในครอบครัวที่อยู่ในเคหสถานของตนเอง

ทั้งนี้ในวันที่ 13 เม.ย.63 ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองปรือ จะส่งตัวผู้ต้องหาไปยังศาลจังหวัดพัทยาในช่วงเช้า เพื่อส่งฟ้อง

ล่าสุดวันที่ 12 เม.ย.63 ทีมข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณทัชชกร สัมมะสุต อายุ 44 ปี รุ่นพี่ของกลุ่มสาวประเภทสองที่ไลฟ์สดดังกล่าว โดยคุณทัชชกร บอกว่า สาวประเภทสองที่ถูกจับข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น เป็นนางโชว์ ซึ่งขณะนี้ไม่มีรายได้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นแสดงผ่านไลฟ์ให้ชาวต่างชาติดู
ทั้งนี้ตนยืนยันว่า สาวประเภทสองกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งใจที่จะฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทุกคนเริ่มพยายามที่จะจบโชว์ภายในเวลาที่กำหนดก่อนเวลาเคอร์ฟิว แต่เป็นความผิดพลาดในการบริหารจัดการเวลาของนายจ้าง ซึ่งคือชาวจีน 4 คน และชาวปากีสถาน 1 คน ที่ถูกจับในครั้งนี้ด้วย ซึ่งนางโชว์ทุกคนได้แจ้งและย้ำเตือนกับนายจ้างชาวจีนและปากีสถานแล้วว่าประเทศไทยช่วงนี้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่นายจ้างก็ได้พูดคุยกับแฟนคลับ มีการเรียกแขก ทำให้เวลาโชว์ถูกยืดออกไปเรื่อย ๆ จนถูกตำรวจจับ

การโชว์ในครั้งนี้ไม่มีการโป๊เปลือย โดยนางโชว์ได้เริ่มแสดงตั้งแต่ช่วงบ่าย ใครทำการแสดงเสร็จก็กลับ แต่คนที่ถูกจับข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือเจ้าของบ้าน นางโชว์บางคนที่ยังทำการแสดงไม่เสร็จ และนางโชว์ที่กำลังรอเงินค่าตัวจากนายจ้าง ค่าโชว์ 1 โชว์ ได้คนละประมาณ 200-300 บาท
ตนอยากจะบอกให้ทุกคนเข้าใจว่านางโชว์ทุกคน ไม่ได้อยากรวมกลุ่ม ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ แต่ทุกคนมาทำงานหารายได้เลี้ยงตัวเอง ทุกคนอยากรีบมาทำการแสดงแล้วรีบกลับ

ด้านคุณฐิติญานันท์ หนักป้อ ผอ.มูลนิธิซิสเตอร์ ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมสุขภาพ สิทธิทางเพศ และสังคม สำหรับสาวประเภทสองในพื้นที่พัทยาและใกล้เคียง ที่มาเยี่ยมกลุ่มนางโชว์ที่ถูกจับอยู่ที่สภ.หนองปรือ ชลบุรี ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวอมรินทร์ทีวีเช่นกัน
คุณฐิติญานันท์ บอกว่า ตนเข้าใจทุกฝ่ายที่แสดงความคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ และเข้าใจคนที่กลัวการรวมกลุ่มที่จะนำมาซึ่งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกทั้งเข้าใจน้อง ๆ นางโชว์ที่ต้องการจะหารายได้เลี้ยงชีพและครอบครัว จนต้องถูกจับข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ทั้งนี้ตนอยากจะชี้แจงว่า เนื่องจากมีการล็อกดาวน์พัทยา ปิดสถานที่ทำการแสดงมหรสพ ทำให้กลุ่มนางโชว์ไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ บางคนต้องจ่ายค่าเช่าห้อง บางคนต้องส่งเงินกลับไปให้ครอบครัว ทำให้นางโชว์หลายคนต้องดิ้นรนสู้ชีวิต ซึ่งตนเชื่อว่าก็คงเหมือนกับบุคคลอาชีพอื่น ๆ ที่ต้องหารายได้ โดยกลุ่มนางโชว์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงแต่หารายได้ให้ตัวเองเท่านั้น แต่ยังนำรายได้มาบริจาคให้กับมูลนิธิฯ เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบวิกฤติโควิด-19 ด้วย ตนอยากจะให้ผู้เสพข่าวมองถึงความจำเป็นใหฝนหลายมุมมอง เชื่อว่าคนไทยเป็นคนที่มองเหตุผลรอบด้าน

ขณะนี้มีญาติและรุ่นพี่ของกลุ่มนางโชว์ เดินทางมาเยี่ยมผู้ต้องหาหลายคน โดยได้นำอาหารและหน้ากากอนามัยมาให้ สภาพจิตใจของหลายคนดีขึ้น ทุกคนยอมรับผิด ซึ่งคือสิ่งที่ถูกต้อง แต่ตนยังเป็นห่วงความเป็นอยู่ของกลุ่มนางโชว์ในคืนนี้ที่ยังคงต้องนอนในห้องขังของ สภ.หนองปรือ เนื่องจากห้องขังค่อนข้างมีขนาดห้องที่จำกัด แต่ผู้ต้องมาที่มากเกือบ 30 คน อาจทำให้มีความเสี่ยงของโควิด-19 ได้
โดยในวันที่ 13 เม.ย.63 นางโชว์กลุ่มนี้จะถูกนำตัวส่งฟ้องศาลจังหวัดพัทยาในช่วงเช้า ซึ่งทางมูลนิธิซิสเตอร์ จะดูแลในเรื่องกฎหมาย พร้อมจัดหาทนายให้ โดยขอปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
Advertisement