
วันที่ 31 ต.ค. 69 พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ หรือ "ผู้การแต้ม" ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา ในฐานะอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) เจ้าของฉายา "มือปราบหูดำ" ให้สัมภาษณ์ "ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี" ถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณี "บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" ว่า ตนเองได้รับข้อมูลเชิงลึกจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือมานานกว่า 2-3 เดือนแล้วว่ามีการทุจริตเงินของมูลนิธิฯ และนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่ทนายเดชามีอยู่ ประกอบกับล่าสุดเพิ่งมีประเด็นฉาวเรื่องสามีของบุ๋ม ปนัดดา บุกรุกที่ดินราชพัสดุที่ จ.นครนายกเพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย
สำหรับกรณีที่ทนายเดชาตัดสินใจเตือน บุ๋ม ปนัดดา ในรายการที่ บุ๋ม ปนัดดา เป็นพิธีกรนั้น ผู้การแต้มเชื่อว่าเป็นการเตือนด้วยความหวังดี เพราะทนายเดชามีข้อมูลพยานหลักฐานที่แน่นหนา และครบถ้วนไม่ต่างจากตน อย่างไรก็ตาม การที่บุ๋ม ปนัดดา ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้มีการทุจริตใด ๆ ก็ถือเป็นสิทธิ์ในการแก้ต่างของเจ้าตัว แต่ทางฝั่งตนและทนายเดชาก็มั่นใจในหลักฐานที่มีอยู่เช่นกันว่ามีความชัดเจนและสมบูรณ์ที่สุด
ผู้การแต้ม บอกว่า ในตอนแรกยังไม่พบความผิดปกติของเส้นเงินที่ถูกโอนออกจากบัญชี เพียงแต่ได้รับข้อมูลในเบื้องต้นมาก่อนว่ามูลนิธิองค์กรทำดีเข้าข่ายมีพฤติกรรมทุจริตและนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จนกระทั่งได้มีการตรวจสอบเส้นเงินจึงได้พบว่าเงินถูกโอนออกจากบัญชีของมูลนิธิไปยังบุคคลหนึ่ง ก่อนเงินจะถูกโอนกลับมายังบัญชีส่วนตัว ไม่ใช่มูลนิธิ
“เท่าที่รู้ตามที่ทนายเดชาพูดเลย เป็นเงินที่นำออกจากมูลนิธิองค์กรทำดีออกไป ซึ่งถ้าหากใช้ตามวัตถุประสงค์ก็ไม่มีความผิดอะไร แต่ถ้านำออกไปแล้วนำไปใช้ส่วนตัวหรือนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์คนที่โอนเงินไปยังไงก็ผิด ส่วนการโอนเงินออกจากบัญชีแต่ละครั้งต้องผ่านคณะกรรมการของมูลนิธิ ซึ่งตนเองก็อยากรู้ว่าคณะกรรมการของมูลนิธิรู้เห็นหรือไม่ ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่ทาง บุ๋ม ปนัดดา จะต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง”
ผู้การแต้ม บอกต่อว่า โอนเงินออกจากบัญชีไปแล้ว โอนไปอะไร แล้วทำไมเงินบางส่วนถึงย้อนกลับมาหาสามี ซึ่ง หลังจากสามีได้รับเงินโอนจำนวนดังกล่าวแล้วสามีนำเงินมาคืนภรรยาหรือไม่หรือสามีนำไปใช้จ่ายส่วนตัวหรือไม่ ซึ่งหากจะชี้แจงว่าเป็นการโอนผิดก็ต้องมีการไปตรวจสอบว่าเงินได้ถูกนำกลับเข้าไปยังมูลนิธิหรือไม่ ซึ่งตรงนี้บุ๋มต้องตอบให้ได้
พล.ต.ต.วิชัย ได้กล่าวถึงกรณีที่ "บุ๋ม ปนัดดา" เคยโต้แย้งทนายเดชาว่าตนเองมีธุรกิจและเสียภาษีอย่างถูกต้อง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทุจริตเงินมูลนิธิ โดยผู้การแต้มได้ตั้งคำถามกลับว่า เงินภาษีที่อ้างถึงนั้นคือภาษีอะไร? เพราะตามกฎหมายแล้ว เงินของมูลนิธิฯ ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี (ปลอดภาษี) แม้ในทางปฏิบัติจะต้องมีการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามหน้าที่ แต่ก็ไม่มีการเรียกเก็บภาษีจริงแต่อย่างใด
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวอ้างว่า อาจมีการปลอมลายเซ็นของ บุ๋ม ปนัดดา ในเอกสารยื่นขออนุญาตก่อสร้างพูลวิลล่าที่ จ.ภูเก็ตนั้น ผู้การแต้ม ระบุว่า เรื่องนี้พิสูจน์ได้ง่ายมาก เพียงแค่เข้าไปตรวจสอบเอกสารกับหน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบ ก็จะทราบทันทีว่าใครเป็นผู้ยื่นแบบ ซึ่งตามหลักการแล้ว หากเจ้าของที่ดินไม่ได้ไปยื่นด้วยตัวเอง ก็ต้องมีการเซ็นหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทน ดังนั้น การจะมาอ้างว่าถูกปลอมแปลงลายเซ็นในเอกสารราชการ ย่อมสามารถพิสูจน์ความจริงได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะเทคโนโลยีทางนิติวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงมาก ต่อให้จงใจเซ็นไม่เหมือนเดิม เจ้าหน้าที่ก็สามารถตรวจสอบและจำแนกอัตลักษณ์ของลายเซ็นได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ผู้การแต้มยังบอกอีกว่าหาก บุ๋ม ปนัดดา ยืนยันว่าตนเองถูกปลอมแปลงเอกสาร และลายเซ็นการไปยื่นขอก่อสร้างพูลวิลล่าหรือที่ จ.ภูเก็ตก็สามารถไปแจ้งความดำเนินคดีได้ แต่ทั้งนี้บุ๋มก็ต้องหาหลักฐานมาแก้ต่างให้ได้ว่าหากมีคนปลอมแปลงเอกสารลายเซ็นของบุ๋มจริง แต่ทำไมถึงมีหลักฐานการโอนเงินออกจากมูลนิธิไปยังช่างรับเหมาก่อสร้าง
ส่วนประเด็นที่หลายคนมองว่าอาจจะมีลาสบอส โดยส่วนตัวตนเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่มีลาสบอสอย่างแน่นอน เพราะคนที่มีอำนาจเซ็นเบิกจ่ายเงินมูลนิธิค์กรทำดีมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ พล.ต.ต.วิชัย ยังได้วิเคราะห์ถึงข้อกฎหมายในประเด็นของ "ช่างเอ๋" ว่าจะมีความผิดด้วยหรือไม่ โดยระบุว่า ช่างเอ๋จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงและแสดงหลักฐานให้ชัดเจนว่า หลังจากที่ได้รับเงินโอนมาจากทางมูลนิธิแล้ว ได้มีการโอนเงินจำนวนดังกล่าวกลับคืนไปทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์จริงหรือไม่ ซึ่งหากช่างเอ๋สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองโอนเงินคืนไปทั้งหมด โดยไม่มีการหักเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้รับส่วนต่าง หรือไม่มีส่วนแบ่งใดๆ จากเงินก้อนนี้เลย ทางพนักงานสอบสวนก็อาจจะกันตัวช่างเอ๋ไว้เป็นพยานในคดี ในทางกลับกัน หากช่างเอ๋ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงในจุดนี้ได้ หรือพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็จะถือว่าช่างเอ๋มีส่วนรู้เห็นและเข้าข่ายเป็นหนึ่งในผู้ร่วมกระทำความผิดในคดีทุจริตนี้ด้วยเช่นกัน
ผู้การแต้ม ระบุว่า เรื่องราวทั้งหมดนี้จะต้องไปพิสูจน์ความจริงและสู้กันด้วยพยานหลักฐานในชั้นศาลว่า ฝ่ายใดเป็นผู้กระทำความผิดหรือบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ผู้การแต้ม ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า จากการตรวจสอบยังพบว่า มีอีกมูลนิธิฯ ที่พบว่ามีการนำเงินมูลนิธิไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ รอแค่เวลาเปิดเผยเท่านั้น เพราะตอนนี้หลักฐานก็ค่อนข้างเพียงพอแล้ว
Advertisement