
(31 ต.ค. 2569) เวลา 09.05 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดใจตอบคำถามในรายการ "คุยกับนายกฯ อนุทิน" ถึงการสร้างโอกาสของชาติในการดึงเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศไทย
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างประเทศว่าได้ให้ความสำคัญกับการพบปะหารือผู้ประกอบการและนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังความคิดเห็น ความต้องการ ตลอดจนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาประเทศให้เอื้อต่อการลงทุน โดยสอบถามถึงปัจจัยที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้ามาลงทุนหรือขยายกำลังการผลิตในประเทศไทย โดยจากการหารือนักลงทุนสะท้อนตรงกันว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านโลจิสติกส์ สามารถเชื่อมโยงและกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีศักยภาพในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และมีบุคลากรที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะเพื่อรองรับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศได้
นายกรัฐมนตรี ยังเปิดเผยว่า นักลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูงรายหนึ่งมีแผนลงทุนในประเทศไทยรวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทภายในปี 2573 โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนไปแล้วประมาณ 8 หมื่นล้านบาท และยังมีความประสงค์ที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทยต่อไป สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และคุณภาพของแรงงานไทย
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าบุคลากรไทยมีพื้นฐานการศึกษาและศักยภาพในการเรียนรู้ที่สามารถต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยีของบริษัทได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการจ้างงานและยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การส่งเสริมการลงทุนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบและขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ โดยนักลงทุนได้สะท้อนข้อจำกัดบางประการ เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับความสูงของอาคาร จำนวนห้องพัก และขนาดพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับความจำเป็นของโครงการลงทุนบางประเภท แม้จะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมก็ตาม รัฐบาลจึงต้องเร่งพิจารณาทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่และลักษณะโครงการเพื่อให้การดำเนินงานมีความคล่องตัวมากขึ้นภายใต้กรอบของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า การส่งเสริมการลงทุนต้องสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศกับการสร้างโอกาสให้แรงงานไทย โดยต้องกำหนดเงื่อนไขการใช้แรงงานต่างชาติให้เหมาะสมกับลักษณะกิจการ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการจ้างงานคนไทยควบคู่กันไป เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการลงทุน โดยนายกรัฐมนตรีระบุถึงบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีระบบบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยแก้ไขปัญหาให้แก่นักลงทุน โดยภาครัฐจะนำข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการมาพิจารณาปรับปรุงกระบวนการทำงานและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนสอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย
นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำทิ้งท้ายว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองแรงงานไทยเพียงในแง่ต้นทุนค่าแรง แต่เห็นถึงศักยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ โดยเฉพาะพื้นฐานด้านการศึกษา ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นแรงงานทักษะสูงได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการเพิ่มทักษะ (Upskill) และพัฒนาทักษะใหม่ (Reskill) เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่
Advertisement