
วันทื่ 16 ต.ค. 69 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์ด้านรัฐศาสตร์ กล่าวถึงกรณีนาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เสนอแนวคิดขอรับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลประมาณ 8,000 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า หรือ EV จำนวน 500 คัน สำหรับช่วยเหลือเกษตรกรลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวผลผลิตว่า เป็นแนวคิดที่ฟังดูเหมือนจะสร้างประโยชน์ให้ชาวนา แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับมีคำถามหลายประการที่จำเป็นต้องได้รับคำตอบ
รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า สิ่งแรกที่สะดุดใจคือวงเงินงบประมาณที่เสนอ เพราะเมื่อนำเงิน 8,000 ล้านบาทมาหารด้วยจำนวนรถเกี่ยวข้าว 500 คัน จะพบว่ามีต้นทุนเฉลี่ยสูงถึงคันละ 16 ล้านบาท
“เอา 8,000 ตั้ง เอา 500 หาร ก็เฉลี่ยแล้วคันละ 16 ล้าน โอ้โห แพงไหม รถเกี่ยวข้าวคันละ 16 ล้าน แพงหรือเปล่าไม่รู้ อยู่ที่ว่ามันเทียบกับอะไร”
รศ.ดร.ธนพร กล่าวว่า ตนจึงทดลองนำราคาดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าระดับหรู โดยยกตัวอย่างรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นไฟฟ้าที่มีการเสนอขายในราคาประมาณ 4,192,000 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับงบประมาณรถเกี่ยวข้าวที่เสนอ จะพบว่ามีราคาต่างกันเกือบ 4 เท่า
แม้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลกับเครื่องจักรกลการเกษตรจะมีลักษณะการใช้งานและต้นทุนแตกต่างกัน แต่ รศ.ดร.ธนพร มองว่าการเปรียบเทียบดังกล่าวช่วยให้เห็นถึงขนาดของงบประมาณ และนำไปสู่คำถามว่ารถเกี่ยวข้าวที่เสนอจัดซื้อมีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร จึงมีต้นทุนเฉลี่ยสูงถึงระดับดังกล่าว
ทั้งนี้ ราคาคันละ 16 ล้านบาทเป็นการคำนวณเฉลี่ยจากวงเงินโครงการ ไม่ใช่ราคาจัดซื้อที่ผ่านการตรวจสอบรายละเอียดหรือราคากลางอย่างเป็นทางการ
รศ.ดร.ธนพร ตั้งคำถามต่อว่า หากเป้าหมายสำคัญคือการช่วยเหลือชาวนาในช่วงที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า รถเกี่ยวข้าวจำนวน 500 คันจะถูกกระจายไปยังพื้นที่ใด ใครเป็นผู้ดูแล และจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด
โดยเฉพาะในช่วงที่ชาวนากำลังเผชิญปัญหาราคาผลผลิตและภาระต้นทุน การใช้งบประมาณจำนวนมากต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่าและประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรอย่างแท้จริง
“ตกลงมันมีวัตถุประสงค์เพื่อลดรายจ่ายของเกษตรกร หรือมันเป็นวัตถุประสงค์ที่อะไร”
รศ.ดร.ธนพร ยังตั้งข้อสังเกตถึงจังหวะการเสนอแนวคิดดังกล่าว โดยมองว่าในทางการเมือง การหยิบยกโครงการขนาดใหญ่ขึ้นมาเสนอในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมือง ย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงภาพนายสุริยะรับประทานกล้วยไข่ระหว่างขึ้นเวทีที่จังหวัดกำแพงเพชร โดยมองว่าการแสดงออกของนักการเมืองต่อหน้าสื่อมวลชนอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางการเมือง
“ในทางการเมือง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันแสดงออกอย่างเปิดเผยต่อหน้าสื่อ มันไม่มีอะไรเป็นความบังเอิญ มันคือความจงใจในการสื่อสาร”
รศ.ดร.ธนพร มองว่า เมื่อนำภาพดังกล่าวมาพิจารณาประกอบกับการเสนอใช้งบประมาณ 8,000 ล้านบาท ก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายและจังหวะทางการเมืองของผู้เสนอแนวคิด
อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นข้อสังเกตทางการเมืองของ รศ.ดร.ธนพร ไม่ใช่หลักฐานว่าการเสนอจัดซื้อรถเกี่ยวข้าวมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
รศ.ดร.ธนพร เห็นว่า ประเด็นสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้พลังงานไฟฟ้า เพราะเทคโนโลยีใหม่อาจมีประโยชน์ในการลดต้นทุนพลังงานระยะยาว แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการใช้งบประมาณดังกล่าวมีความคุ้มค่า และเกษตรกรจะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งในเรื่องจำนวนเกษตรกรที่จะเข้าถึงเครื่องจักร ค่าใช้จ่ายในการใช้งานและบำรุงรักษา ตลอดจนประสิทธิภาพในการลดต้นทุนต่อไร่เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้รถเกี่ยวข้าวแบบเดิม
จึงเป็นเรื่องที่ผู้เสนอแนวคิดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงรายละเอียดต่อสาธารณชนให้ชัดเจน ก่อนจะมีการตัดสินใจใช้งบประมาณจำนวนมาก
เพราะท้ายที่สุดแล้ว โครงการที่ประกาศว่าต้องการช่วยเหลือชาวนา จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยผลประโยชน์ที่ชาวนาได้รับจริง ไม่ใช่เพียงจำนวนเงินงบประมาณหรือความทันสมัยของเครื่องจักรที่นำมาเสนอ
Advertisement