
วันที่ 14 ต.ค. 69 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นกรณีนาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมของบประมาณ 8,000 ล้านบาท จากเงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จัดซื้อรถเกี่ยวข้าวพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 500 คัน เพื่อให้บริการเกษตรกร โดยเห็นว่าโครงการนี้อาจยังไม่ตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชาวนา และควรทบทวนทั้งความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวว่า การจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว EV อาจช่วยลดการใช้น้ำมันได้ แต่เมื่อเทียบกับงบประมาณ 8,000 ล้านบาท และจำนวนรถ 500 คัน ยังมีคำถามว่าเกษตรกรจะเข้าถึงบริการได้ทั่วถึงเพียงใด และการลงทุนดังกล่าวคุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่หลายพื้นที่กำลังเผชิญน้ำท่วมจนพื้นที่นาและผลผลิตเสียหาย
“อย่าหาทางใช้เงินให้เข้ากับโครงการ โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพ การมีรถเกี่ยวข้าว EV เพิ่ม 500 คัน ใช้งบถึง 8,000 ล้านบาท ยังไม่เห็นความคุ้มค่าชัดเจน เพราะเมื่อประชาชนประสบปัญหาน้ำท่วม นาเสียหาย ก็อาจไม่มีข้าวให้เกี่ยว เรื่องน้ำท่วมจึงควรเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก่อน” ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุ
สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคกลางสะท้อนความเดือดร้อนของชาวไร่ชาวนา ทั้งพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหาย ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวไม่ได้ และความไม่แน่นอนว่าจะกลับมาทำนาได้เมื่อใด ผศ.ดร.วันวิชิตจึงเห็นว่า การวางระบบรับมือและฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเป็นรูปธรรมจะตอบโจทย์เกษตรกรได้ตรงจุดกว่า เพราะหากยังไม่สามารถป้องกันความเสียหายและช่วยให้เกษตรกรกลับมาปลูกข้าวได้ การพูดถึงการจัดหาเครื่องมือสำหรับเก็บเกี่ยวก็อาจยังไม่ใช่ลำดับแรกที่ควรเร่งดำเนินการ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการรับมือและฟื้นฟูผลกระทบจากน้ำท่วมหลายแห่ง อาทิ กรมชลประทาน ซึ่งดูแลการจัดหาและบริหารจัดการน้ำ ระบบชลประทาน และการระบายน้ำ กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งทำงานกับเกษตรกรในพื้นที่ สำรวจความเสียหายด้านพืช ให้คำแนะนำ และประสานการช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ของรัฐ
ส่วน กรมการข้าว เกี่ยวข้องกับการดูแลและฟื้นฟูการผลิตข้าวในพื้นที่ประสบภัย ขณะที่ กรมพัฒนาที่ดิน สนับสนุนการฟื้นฟูดินและพื้นที่เพาะปลูกที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ตะกอนดิน หรือการชะล้างพังทลาย หากน้ำท่วมกระทบภาคปศุสัตว์และประมง ก็มี กรมปศุสัตว์ และ กรมประมง ที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือและฟื้นฟูเกษตรกรในแต่ละภาคส่วนด้วย หน่วยงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงเกษตรฯ และมีภารกิจเกี่ยวข้องกับภาคเกษตรและการจัดการน้ำตามบทบาทของแต่ละหน่วยงาน
“หน่วยงานเหล่านี้ควรยกระดับการบริหารจัดการให้ทำงานได้เป็นรูปธรรม หากจะของบประมาณ ควรพิจารณาเรื่องการป้องกันน้ำท่วมและช่วยให้ประชาชนกลับมาปลูกข้าว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อน ไม่ใช่พูดถึงการเก็บเกี่ยว ในวันที่นาข้าวยังจมน้ำ” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว
นอกจากความคุ้มค่าในการจัดซื้อแล้ว ยังมีต้นทุนต่อเนื่องที่ต้องพิจารณา ทั้งการบำรุงรักษา อะไหล่ โรงเก็บรถ และสถานีชาร์จ หากรถหรือสถานีชาร์จอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ก็อาจกระทบต่อความปลอดภัยและความพร้อมให้บริการ อีกทั้งหากระบบไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่เสียหายจากน้ำท่วม ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่อาจสูง จึงควรระบุให้ชัดว่าใครจะรับผิดชอบค่าซ่อมบำรุง และจะดูแลรถอย่างไรในระยะยาว
ผศ.ดร.วันวิชิต เสนอว่า ก่อนเดินหน้าโครงการ ควรประเมินความต้องการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ความเสี่ยงจากน้ำท่วม และความพร้อมของระบบซ่อมบำรุง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดงบประมาณต่อคัน พื้นที่นำร่อง และหลักเกณฑ์การให้บริการ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จริง
ทั้งนี้ การจัดการน้ำท่วมและช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน รวมถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและหน่วยงานระดับจังหวัด ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ ควรเร่งดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตร ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำ การสำรวจพื้นที่เสียหาย ไปจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกและอาชีพของเกษตรกร
“รถเกี่ยวข้าว EV อาจช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้ แต่ในเวลาที่เกษตรกรกำลังเผชิญน้ำท่วม ปัญหาเร่งด่วนคือทำอย่างไรให้ชาวนารอดจากน้ำท่วม และกลับมาทำกินได้อย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรอต้อวกลับไปดูว่า มีบทบาทช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง อย่าคิดเพียงแต่เรื่องเขียนโครงการให้เข้ากับงบ แต่ให้นึกถึงประสิทธิภาพ และความเป็นจริงด้วย ไม่อยากเห็นรถไถ EV จมน้ำ กลายเป็นภาระงบประมาณ และเป็นดราม่าการเมืองในอนาคต” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว
Advertisement