
(16 ต.ค. 2569) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องสงสัย พร้อมส่งมอบหลักฐานให้แก่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม กรณีถูกกลุ่มไม่หวังดีหมายปองเอาชีวิต ได้ทำการติดเครื่องติดตามตัว (GPS) จำนวน 2 เครื่องใต้รถยนต์ส่วนตัว
โดย นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า วันนี้ตนตั้งใจนำเอาหลักฐานกล่องสัญญาณ GPS 2 ตัว ที่พบถูกติดไว้ข้างใต้บันโคลนรถยนต์ของตัวเอง มามอบให้พนักงานสอบสวนตำรวจ พร้อมเข้าร้องทุกข์ดำเนินคดีกับเจ้าของซิมการ์ดถึงที่สุด เพราะหากย้อนไปตั้งแต่วันที่ตนได้ไปเยือน จ.อำนาจเจริญ เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา จนกระทั่งวันนี้ ตลอดทั้งอาทิตย์ ตนเหมือนกำลังเดินทางใกล้เข้าสู่ความตาย โดยเฉพาะเมื่อวันจันทร์ที่ 12 ต.ค. 2569 ตนถูกกลุ่มม็อบมาโห่ไล่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ และยังปรากฏว่ามี สจ.คนดัง อย่าง น.ส.ญาณี สีฟ้า ส.อบจ.อำนาจเจริญ ไปร่วมอยู่ในสถานที่ที่ใกล้กับม็อบที่มาไล่ตน โดยทาง น.ส.ญาณี ก็เป็นคนพูดเองด้วยซ้ำว่าต้องการมาดูหน้าตนและยอมรับว่าอยู่ในส่วนหนึ่งของม็อบ อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นแกนนำม็อบก็เป็นญาติของ น.ส.ญาณี อีกด้วย
จากนั้นเมื่อตนเดินทางกลับมา ก็ปรากฏมีคนไปถ่ายรูปภาพและวิดีโอที่หน้าบ้านตนเองในจังหวัดบุรีรัมย์ แล้วโพสต์ลงในกลุ่มเปิดสาธารณะในเฟซบุ๊ก ทั้งมีการระบุเวลา 21.00 น. ที่รถยนต์ของตนขับกลับถึงบ้านอีกด้วย และจากนั้นเช้าอีกวันหนึ่ง ตนจะเอาเรื่องนี้ไปแจ้งความกับตำรวจที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 แล้วก็พบว่าในกลุ่มเฟสบุ๊คดังกล่าวก็มีการโพสต์ภาพของตนที่ยืนอยู่หน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 โดยตนคิดว่า คนที่ถ่ายภาพของตนไปโพสต์ลงก็น่าจะอยู่ในบริเวณนั้นทางซ้ายมือของตนเอง ซึ่งใส่เสื้อสีดำ แต่ตอนนั้นตนไปเข้าใจว่าอาจเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาดูเรื่องความปลอดภัยหรือดูข้อมูล จึงไม่ได้คิดอะไร แต่พอไปเห็นภาพตัวเองในกลุ่มเฟซบุ๊ก ตนจึงมาเข้าใจว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่เป็นชายเสื้อดำที่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย และพอช่วงบ่ายวันเดียวกัน ก็ปรากฏภาพรถยนต์ของตนเองที่เห็นเลขทะเบียนกำลังขับอยู่ ไปถูกโพสต์ลงในกลุ่มเฟซบุ๊กนั้นเหมือนเดิม ลักษณะเหมือนขับติดตามรถยนต์ตัวเอง และหนักสุด ก่อนตนเข้านอน ก็ยังมีการโพสต์ภาพรถยนต์ของตนลงในกลุ่มเฟซบุ๊กนั้น พร้อมระบุข้อความว่า "ขับรถปลอดภัยนะคุณทนายสายอินฟลู"
ทั้งนี้ ตนจึงเดินทางไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เพราะรู้สึกไม่ปลอดภัย จะขอดูกล้องวงจรปิด แต่ทางเจ้าหน้าที่กลับบอกให้ตนมาในวันพรุ่งนี้แทน เพราะวันนี้เจ้าหน้าที่ไม่อยู่ ทำให้เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ตนจึงเดินทางไปใหม่เพื่อขอดูกล้องวงจรปิด เพราะตอนนี้เหมือนชีวิตของตนเดินใกล้จุดอันตรายที่สุดในชีวิตแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับบอกให้ตนเขียนเอกสารคำร้องขอดูกล้องวงจรปิด ตนอยากถามว่าอีก 10 ปีหรือไม่ตนถึงจะได้ดูกล้องวงจรปิด ทั้งที่ถูกติดตามหนักขนาดนี้ แล้วตนจะไว้ใจตำรวจได้อย่างไร เพราะถ้าวันนั้นเขาไม่ใช่แค่ถ่ายภาพตน แต่เอาปืนมายิงตน ตนก็เสียชีวิตไปแล้ว
ทนายอั๋น กล่าวอีกว่า เมื่อตนรู้สึกตะขิดตะขวงใจว่ามีการติดตาม GPS รถยนต์ตนเองหรือไม่ จึงเดินทางไปที่อู่ซ่อมรถในจังหวัดนครราชสีมา จนทำให้เจอกล่องสีดำ GPS จำนวน 2 กล่อง ที่ถูกติดตั้งไว้ใต้บังโคลนรถของตน ซึ่งพบว่ากล่องหนึ่งไม่มีสัญญาณ ใช้การไม่ได้ น่าจะไหม้จากการโดนน้ำ แต่ก็มีซิมการ์ดอยู่ ส่วนอีกกล่องยังมีสัญญาณไฟสีเขียวกระพริบว่าใช้งานได้ปกติ ตนจึงทำการถ่ายวิดีโอไว้ทุกช็อตในตอนเอากล่อง GPS ออกมาจากใต้บังโคลนรถ รวมถึงตอนเปิดฝากล่องดูสายไฟภายใน และในตอนแรก ตนก็ยังไม่แน่ใจว่ามันคือกล่อง GPS หรือระเบิดกันแน่ แต่เมื่อไปถามผู้เชี่ยวชาญ ก็ทราบว่าเป็นกล่อง GPS จับสัญญาณรถยนต์ พร้อมกับมีตัวซิมการ์ดที่เป็นเหมือนโทรศัพท์เชื่อมต่อ โทรเข้าได้ ตนจึงมั่นใจว่ามันเชื่อมโยงกับคนที่เป็นเจ้าของซิมการ์ด จึงทำการแกะซิมออกจากกล่อง GPS ไปใส่โทรศัพท์ของเพื่อน เพื่อลองโทรเข้าเบอร์โทรศัพท์ของตนเอง ก็พบว่าเป็นเบอร์ 094-501-23XX ของค่ายโทรศัพท์สีแดง ตนจึงอยากรู้ว่าคนที่จดทะเบียนเบอร์ซิมการ์ดนี้ จะเป็นคนในจังหวัดอำนาจเจริญ หรือไม่ และต้องบอกว่ากล่อง GPS นี้ถูกสั่งทำขึ้นมาโดยเฉพาะอีกด้วย เพราะมีระบบแบตเตอรี่ที่ใหญ่และหนา มีอายุการใช้งานมากกว่า 3-6 เดือน
ทนายอั๋น กล่าวต่อว่า สำหรับการทำงานของกล่อง GPS ทางผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามันทำงาน 2 ระบบ คือ ส่งพิกัดไปยังแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์ของเจ้าของเครื่อง แบบเรียลไทม์และระบุพิกัดละเอียดอย่างยิ่ง และอีกบทบาท คือ นอกจากรู้พิกัดก็สามารถดักหัวโทรศัพท์ได้ ดังนั้น หากใครโทรมาที่เบอร์ดังกล่าวนี้ ก็จะได้ยินเสียงสนทนาของตนในรถยนต์ได้ เพราะมันเป็นซิมที่รับได้อัตโนมัติเลย ฉะนั้น มันจะสามารถตรวจสอบได้เลยว่าใครมีการโทรฯ เข้าก่อนเวลา 14.00 น. ของวันที่ 15 ต.ค. 2569 หรือไม่ และใช่คนในจังหวัดอำนาจเจริญหรือไม่ หรือเป็นตำรวจเลว หรือคนปล่อยเงินกู้ หรือพวกช่วยทำเว็บพนันฯ หรือไม่ เพราะตอนนี้มีคนหนึ่งที่ตนสงสัยว่าเป็นคนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ก็มีการทำเว็บพนันฯ จึงหวังว่าภายในเวลา 3 วัน ทางกองบังคับการปราบปรามจะอำนวยความสะดวกตรวจสอบให้ตนได้ว่าเป็นใครที่กระทำการ เพราะตนมาแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของซิมการ์ดนี้ และคนที่โทรฯ เข้า-ออก เบอร์นี้ด้วย คาดว่าคงมีประมาณ 2-3 รายมาเกี่ยวข้องแน่นอน อีกทั้งพวกแอคหลุมในกลุ่มเฟซบุ๊ก ที่คอยโพสต์ภาพรถยนต์ติดตามตนเองด้วย
ทนายอั๋น กล่าวเพิ่มเติมว่า และภายในวันจันทร์ที่ 19 ต.ค. นี้ ตนจะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อขอให้ช่วยเหลือตรวจสอบ และในวันอังคารที่ 20 ต.ค. ตนจะเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ไอเดียร์ และสามี ของ สส.ไอเดียร์ ว่ามีการโอนเงินเข้าพรรคภูมิใจไทย หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากถามว่าตนกลัวหรือไม่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ตนกลับมองว่านี่คือใบเสร็จสำคัญที่ทำให้เห็นว่า สิ่งที่ตนทำ พวกคดีสำคัญอย่างคดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง คดีการโกงสอบท้องถิ่น คดีฮั้ว สว. มันคงถึงจุดที่ไอ้หอกหักกลัวแล้ว จึงหมายปองชีวิตตนเอง ทั้งนี้ ในเย็นวันอังคารที่ 20 ต.ค. นี้ ตนจะมีโอกาสได้เจอกับอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านก็เป็นห่วงตนในเรื่องนี้อย่างมาก จึงจะไปพบท่าน
ทนายอั๋น เผยว่า หากท้ายสุดตนถูกกระทำอะไร ก็ขอให้สื่อมวลชนรู้ว่า มันเป็นเพราะตนได้ตรวจสอบเรื่องอะไรไว้บ้าง และเรื่องที่ตนเคยตรวจสอบไว้ทั้งหมด มันก็จะหายไป ใครจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ก็ขอให้ทุกคนติดตามดู
นอกจากนี้ เมื่อทนายอั๋นได้นำซิมการ์ดตัวที่มีไฟกระพริบใช้งานได้ โดยแกะออกจากกล่อง GPS โดยบอกเบอร์โทรศัพท์ของซิมการ์ดดังกล่าวให้นักข่าวลองโทรฯ ทดสอบปรากฏว่าปลายสายระบุว่า "หมายเลขนี้ไม่สามารถติดต่อได้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้ง" คล้ายเป็นการตัดสัญญาณซิมการ์ดทิ้ง ทนายอั๋นจึงคาดว่าสัญญาณถูกตัดไปวานนี้ หลังตนเองได้โพสต์ถึงเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ทนายอั๋น ยังบอกด้วยว่า ชีวิตของตน..นอกจากว่าความและทำกิจกรรมต่อสู้ทางการเมืองมาตลอดแล้วนั้น ตนก็ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก และตนก็ระวังการใช้ชีวิตการว่าความมากขึ้นที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตก็ไม่ทำ และหากการที่ตนจะหายไปในอนาคต มันก็จะหายไปพร้อม 3 คดีสำคัญที่ตนทำ คือ เขากระโดง โกงสอบ และ ฮั้ว สว.
ทนายอั๋น กล่าวอีกว่า วันอังคารนี้ที่ตนจะเดินทางไปกระทรวงยุติธรรม ก็จะขอให้ตรวจสอบว่ากรณีของ สส.ไอเดียร์ เป็นการนำเงินที่ได้จากเว็บพนันฯ มาโอนเข้าพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะอาจสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งแม้จะอ้างว่าโอนตอนเป็น สส. ก็ตาม แต่ตนก็เห็นทาง นายศิริโชค โสภา ได้ออกมาหักล้างในประเด็นนี้แล้ว เพราะมันมีไทม์ไลน์ทั้งก่อนเป็น สส. และก็ตอนมาดำรงตำแหน่งเป็นเลขานุการ รมว.ดีอีเอส ในสมัยของนายไชยชนก ชิดชอบ และก็ตอนเป็น สส.อีกด้วย
ทนายอั๋น เผยอีกว่า สัปดาห์หน้าตนจะเดินทางเอาของขวัญชิ้นใหญ่ไปต้อนรับ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีดีเอสไอป้ายแดง แต่ยังไม่ขอบอกว่าเป็นอะไร ส่วนกรณีคดีสำคัญ เช่นคดี อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. หรือคดีเขากระโดง ร.ต.อ.ปิยะ บอกว่าจะขอไปดูรายละเอียดก่อนนั้น ตนมองว่าท่านจะใช้เวลาดูสำนวนนานหรือไม่ ส่วนจะเป็นการไปเป่าคดีไหมนั้น ตนก็มองว่า ร.ต.อ.ปิยะ ต้องทำงานให้หนักขึ้น และเส้นทางชีวิตราชการของท่าน สังคมก็จับจ้อง จากการได้รับการแต่งตั้ง ก็ต้องออกแรงมากหน่อย นอกจากการยื้อไว้ ต้องทำให้สังคมรับได้
ทนายอั๋น เผยด้วยว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่ตนจะร้องให้ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ดำเนินคดีในวันนี้ต่อเจ้าของซิมการ์ดโทรศัพท์และคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด คือ พ.ร.บ.คอมพ์ฯ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ อีกทั้งยังมีพฤติการณ์เหมือนเป็นการหมายปองชีวิตตน ฐานข่มขืนใจให้ตนยอมจำนนกระทำการใดๆ คือต้องการให้ตนหยุด โดยขู่หมายปองชีวิตตน ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี อนึ่ง ตนฝากพี่น้องสื่อมวลชนด้วย ว่าตนทำอะไรให้ประเทศนี้บ้าง ถ้าตนไม่ได้อยู่แล้ว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในวันนี้ของทนายอั๋น หรือ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร สืบเนื่องมาจากกรณีที่ทนายอั๋น ได้เดินทางไป สภ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ในวันที่ 12 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวน และเสียค่าปรับ 1,000 บาท ตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 28 พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 จากกรณีกิจกรรมไฮปาร์คในปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า "ไล่หนู จับฮั้ว อำนาจเจริญ" บริเวณหอนาฬิกาเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ และจัดชุมนุมสาธารณะด้านหน้า สภ.เมืองอำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2569 โดยปรากฏว่าในวันที่เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา วันที่ 12 ต.ค. 2569 ก็ได้ถูกกลุ่มคนคอยจับตาติดตามชีวิต ถ่ายภาพรถยนต์และเส้นทางที่ขับผ่านตลอดทั้งวัน โดยมีการนำภาพทะเบียนรถยนต์ไปโพสต์ในกลุ่ม Facebook
Advertisement