
รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เเจ้งว่า เมื่อช่วงเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเเจ้งข้อกล่าวหาต่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ให้ทราบการแจ้งข้อกล่าวหา กรณีจงใจยื่นเท็จ ปกปิดบัญชีทรัพย์สินเเละหนี้สินของตนเเละคู่สมรส โดย ป.ป.ช. มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มาชี้เเจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน หลังได้รับหนังสือ
เบื้องต้นคาดว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับหนังสือแล้ว แต่ยังไม่มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช.
แหล่งข่าว ป.ป.ช. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า ตนบริสุทธิ์ และชี้แจงข้อกล่าวหาได้ แต่กรณีนี้ยังไม่ได้มาชี้แจงข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช. ดังนั้นขั้นตอนต่อไปคือเสนอสำนวนนี้คดีดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ดำเนินการอย่างรอบคอบและทำงานกันอย่างหนัก เพราะคดีมีจำนวนมากและซับซ้อน แต่ ป.ป.ช. ยังเดินหน้าเเบบต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาก่อนที่จะชี้มูลความผิด รวมถึงคดีอื่นที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาด้วยเช่นกัน
เเหล่งข่าว กล่าวว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ช่วงดำรงตำเเหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ว่า จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง ที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน
โดยหลักกฎหมาย ป.ป.ช. นั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯทุกสามปีตลอดเวลาที่ ดำรงตำเเหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ/บอร์ดรัฐวิสาหกิจ และในขณะที่ดำรงตำเเหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พบว่า อดีตรองผบ.ตร.ไม่แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน จำนวน 5 รายการ ดังนี้
1.ไม่แสดงรายการเงินสด 70 ล้านบาท จากการตรวจสอบพบว่าปี 2558-2564 อดีตรอง ผบ.ตร.มีอาวุธปืนเพิ่มขึ้น 170 กระบอก มูลค่า 22 ล้านบาทเศษ แต่รายได้ไม่เพียงพอที่จะซื้ออาวุธปืนตามที่แสดง ป.ป.ช. จึงได้มีหนังสือแจ้งให้อดีตรองผบ.ตร.ชี้แจง กรณีมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น (อาวุธปืน) โดยไม่สัมพันธ์กับรายได้ แต่พบว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์สร้างพยานหลักฐานเท็จ โดยให้เซียนพระชื่อดัง ไปซื้อพระเครื่อง จำนวน 10.9 ล้านบาท เพื่อใช้อ้างเป็นแหล่งที่มาของเงินซึ่งนำไปซื้ออาวุธปืน ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการซื้อขายพระเครื่องกันจริงแต่อย่างใด
แหล่งข่าว กล่าวว่า เซียนพระชื่อดัง ได้แนะนำว่า เพื่อให้การชี้แจงน่าเชื่อถือ จะต้อง ถ่ายรูปกับตู้นิรภัยที่มีเงินสด ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งกา รพ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นำเงินสด 70 ล้านบาท จากบ้านพักในซอยวิภาวดีรังสิต 60 ไปสร้างพยานหลักฐานเท็จ โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่ง พ.ต.ท.คริษฐ์ ว่า “เอาสายรัดธนบัตรของธนาคารออก ใช้หนังยางมัดเงินสดแทน เพื่อไม่ให้ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินสด”
จากนั้น พ.ต.ท.คริษฐ์ ขนเงินสดไปยังร้านแห่งหนึ่ง ในเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยนำเงินสดไปวางไว้ในตู้นิรภัย จากนั้นจึงถ่ายภาพกับเงินสด ถัดมาได้ส่งรูปภาพให้กับ อดีตรองผบ.ตร.และเซียนพระชื่อดัง คัดเลือกภาพ เพื่อให้นายสมภพ ใช้ทำเอกสารชี้เเจงกับ ป.ป.ช. “เมื่อจัดฉากเสร็จแล้ว” พ.ต.ท.คริษฐ์ขนเงินสดกลับไปคืนอดีตรอง ผบ.ตร.ในวันเดียวกัน ต่อมาเซียนพระชื่อดัง ทำหนังสือชี้แจง ป.ป.ช.กรณีการซื้อพระเครื่อง
กรณีนี้พบว่า “การที่เซียนพระชื่อดังอ้างว่าชำระค่านายหน้าหรือค่าแนะนำให้กับอดีตรองผบ.ตร.นั้น แต่ค่านายหน้าดังกล่าวไม่มีอยู่จริง”
2.รายการเงินฝากที่ไม่แสดงบัญชีเงินฝากธนาคาร ชื่อบัญชี เซียนพระชื่อดัง จำนวนสามเเสนบาทเศษ
“โดยให้ พ.ต.ท.คริษฐ์ นำบุคคลใกล้ชิดมาเปิดบัญชีเงินฝาก (บัญชีม้า) ทำธุรกรรมทางการเงินโดยในช่วงปี 2558 - 2564 เป็นช่วงที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ กรณีเข้ารับตำเเหน่งกรรมการแห่งหนึ่ง และทุกสามปีตลอดเวลาที่ยังดำรงตำแหน่งว่า ต้องแสดงบัญชีเงินฝากธนาคาร ในชื่อของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ และ คู่สมรส
แต่ปรากฏว่า มีบัญชีเงินฝากที่มิได้แสดงหนึ่งบัญชี คือ บัญชีเซียนพระชื่อดัง โดยบัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ จัดการแทนอดีต รอง ผบ.ตร. ในการนำบัญชีนี้ใช้เป็นรายการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์แก่อดีตรอง ผบ.ตร.และภริยา
แหล่งข่าว กล่าวว่า พบว่า “อดีตรองผบ.ตร.มีรายได้จากเงิน และผลประโยชน์ที่ได้รับมาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยได้รับในรูปแบบต่างๆ มีพฤติการณ์โอน ยักย้าย และซุกซ่อนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบให้อยู่ในชื่อของบุคคลอื่นเพื่อปกปิดการได้มาและเพื่อใช้ประโยชน์จากเงินและผลประโยชน์ดังกล่าว
หนึ่งในวิธีที่ใช้ คือใช้บัญชีธนาคารของบุคคลอื่นในการทำธุรกรรมเพื่อประโยชน์ของอดีต รองผบ.ตร. โดย พ.ต.ท.คริษฐ์นำบุคคลใกล้ชิดมาเปิดบัญชีเงินฝาก (บัญชีม้า) และใช้บัญชีเหล่านั้นทำธุรกรรมทางการเงินจำนวนหกบัญชีวงเงินรวมกันกว่า 223 ล้านบาท ซึ่งบัญชีม้าของเซียนพระชื่อดังคือหนึ่งในนั้น
เมื่อพิจารณาตามคำให้การของ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปรากฏว่ายอดเงินบาทกว่าสามเเสนบาทได้มาจาก บัญชีม้าเว็บพนันบีเอ็นเค มาสเตอร์ จำนวนราวสองเเสนบาท อันไม่ปรากฏแหล่งที่มาของเงินดังกล่าวโดยชอบ
3.รายการที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แสดงรายการ จำนวนสองแปลง ตั้งอยู่ที่ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา พบว่า คู่สมรสของอดีตรอง ผบ.ตร.เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียน /เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินสองเเปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 63
4.การขายทองคำน้ำหนัก 845 บาท ซึ่งเป็นของคู่สมรสของอดีตรอง ผบ.ตร.ไปในราคา 21 ล้านบาทเศษ และแสดงเอกสารประกอบในหนังสือรับฝากเงินเป็นความเท็จ
5.ไม่แสดงรายการนาฬิการวม 47 เรือน ราคารับซื้อ 61 ล้านบาทเศษ (ราคาประเมิน 60 ล้านบาท) โดยพบว่าอดีตรอง ผบ.ตร.“มีนาฬิกามากกว่า 60 เรือน เก็บไว้ที่ห้องชุดคอนโดฯแห่งหนึ่งในเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยนาย ชินรัตน์ วัฒนกูล (นักธุรกิจด้านการขนส่ง จ.อุดรธานีเเละอดีตรอง ผบ.ตร.อ้างว่า ให้การนับถือเพราะเป็นญาติสนิท อีกทั้งยังมีชื่อเป็นเจ้าของบ้านพักซอยวิภาวดีรังสิต60) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์“
”เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 68 อดีตรอง ผบ.ตร.ให้นายส. ไปถ่ายรูปนาฬิกาที่ห้องชุดดังกล่าว ต่อมาสั่งให้นายช. นำแฟ้มภาพถ่าย และใบรับประกันนาฬิกาไปให้ร้านนาฬิกาแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ประเมินราคา โดยอดีตรอง ผบ.ตร.ตีราคาไว้ 70 ล้านบาท ต่อมาได้ตกลงขายนาฬิกา 50 เรือน โดยร้านนาฬิกาตกลงในราคารับซื้อ 61 ล้านบาทเศษ โดยอดีตรอง ผบ.ตร. ขอรับชำระเป็นเงินสด จากการตรวจสอบนาฬิกา 50เรือน พบว่า อดีตรองผบ.ตร. ไม่แสดงรายการนาฬิกา 47 เรือน ที่ต้องแสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.”
แหล่งข่าว กล่าวว่า การที่อดีตรอง ผบ.ตร.ไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวทั้ง 5 รายการนั้น จึงมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สิน เพื่อต้องการไม่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบทรัพย์สินที่ปกปิดและแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
Advertisement