
นายสุทธิพงศ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ชี้แจงกรณีการแถลงข่าวผลการตรวจสอบไทยพีบีเอส ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงใกล้เคียงกับการเตรียมแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส จนมีข้อสังเกตว่าอาจมีฝ่ายการเมืองสั่งการเร่งด่วนหรือไม่
นายสุทธิพงษ์ ระบุว่า สาเหตุที่ต้องออกมาแถลงข่าว เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏในขณะนี้มีความคลาดเคลื่อนและถูกนำเสนอไปในหลายทิศทาง หลายคนบอกว่าแถลงเรื่องนี้เพราะโกรธแค้นไทยพีบีเอสหรือไม่ หลายคนบอกว่าออกข่าวเรื่องนี้เพราะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลใช่หรือไม่ นั่นจึงต้องมาแถลงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการทำงานปกติ
พร้อมระบุว่า อยากให้พิจารณาจากผลการตรวจสอบว่า มีผลกระทบมากถึงขั้นต้องแก้ไขกฎหมายขององค์กรใดองค์กรหนึ่งหรือไม่ และการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องใด โดยยกตัวอย่างว่า หากผลการตรวจสอบของ สตง. นำไปสู่ข้อเสนอให้ยุบองค์กร จึงจะถือเป็นประเด็นสำคัญ แต่กรณีนี้เป็นเพียงการตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง และการเบิกจ่ายงบประมาณว่าเป็นไปตามระเบียบหรือไม่
นายสุทธิพงษ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่ สตง. ดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบตามปกติ แต่ข้อมูลที่ปรากฏในข่าวกลับถูกนำเสนอไปอีกทิศทางหนึ่ง จึงจำเป็นต้องออกมาแถลงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงหลักเกณฑ์การจัดแถลงข่าวของ สตง. โดยตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมามีการแถลงข่าวลักษณะนี้ครั้งล่าสุดเมื่อใด รวมถึงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ซึ่งประชาชนตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่เห็นการแถลงข่าวในลักษณะเดียวกัน ตลอดจนความชัดเจนในการนำเสนอข้อมูลผ่านแผนภาพหรือชาร์ต และการที่โฆษกออกมาชี้แจงด้วยตัวเองนั้น มีหลักเกณฑ์ประเมินจากเรื่องใด
นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า “มันไม่ใช่การถามเลยนะครับ” ก่อนชี้แจงว่า การแถลงข่าวของ สตง. มีการดำเนินการมาโดยตลอดเมื่อมีประเด็นเร่งด่วนหรือเรื่องสำคัญ รวมถึงกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินถล่ม ซึ่งมีการแถลงข่าวเป็นลำดับขั้น ทั้งการแถลงโดยสำนักงานและการแถลงโดยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
นอกจากการแถลงข่าวของส่วนกลางแล้ว ยังมีโฆษกประจำส่วนที่สามารถแถลงข่าวได้เช่นกัน โดยบางช่วงอาจมีการแถลงข่าวเดือนละหนึ่งครั้ง หรือสองเดือนครั้ง ทั้งนี้ การแถลงข่าวจะต้องมีข้อมูลส่งมาให้โฆษกก่อน
ในช่วงหนึ่งของการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า นอกเหนือจากการตรวจสอบไทยพีบีเอสแล้ว สตง. มีการตรวจสอบโครงการอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ อาทิ โครงการ TH-AI PASSPORT มูลค่า 1,600 ล้านบาท ว่ามีการติดตามตรวจสอบความคุ้มค่าหรือไม่ หลังยอดลงทะเบียนไม่ถึงเป้าหมาย รวมถึงแผนการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่ามีการตรวจสอบอย่างไร
นายสุทธิพงษ์ชี้แจงว่า ทุกโครงการที่ใช้เงินจำนวนมาก และมีความเสี่ยงต่อการใช้งบประมาณที่อาจไม่เป็นไปตามวินัยการเงินการคลังของรัฐ จะมีการกำหนดเป็นนโยบายของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะเป็นผู้หยิบยกนโยบายดังกล่าวขึ้นมาตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม นายสุทธิพงษ์ระบุว่า ขณะตอบคำถามยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการที่ผู้สื่อข่าวสอบถามอยู่ในมือ เนื่องจากแต่ละส่วนงานมีสำนักที่กำกับดูแลรับผิดชอบเรื่องนั้นโดยตรง แต่เชื่อว่าหากมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของโครงการ สตง. จะรับดำเนินการตรวจสอบ
Advertisement