
วันที่ 5 ต.ค. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัยว่า สภาพอากาศจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า วันที่ 5-7 ต.ค. 69 จะมีฝนฟ้าคะนอง ตกกระจายทั่วประเทศ โดยเฉพาะมีการแจ้งเตือนกรณีฟ้าผ่า ดังนั้นประชาชนที่ทำงานในที่โล่งแจ้งให้ระมัดระวัง
ทั้งนี้ฝนจะตกแบบกระจาย เริ่มจากภาคตะวันออก เคลื่อนตัวสู่ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ในลักษณะไม่ได้ตกแช่หรือนาน จากนั้นจะเคลื่อนตัวสู่ภาคตะวันตก ที่จังหวัดกาญจนบุรี, เพชรบุรี, และประจวบคีรีขันธ์ต่อไป
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังบอกถึงสถานการณ์น้ำ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า น้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ลงสู่ทะเลอ่าวไทย ไม่ได้ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้น ขณะที่ภาพรวม น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครลดลงแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่เคหะร่มเกล้า ที่ได้ดำเนินการจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
นายเอกภพ เน้นย้ำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ก่อนน้ำลดว่า หากพื้นที่ใด ที่น้ำลดแล้วให้เริ่มกระบวนการเยียวยาทันที โดยไม่ต้องรอพื้นที่อื่นๆ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การวิเคราะห์ ป้องกัน และแจ้งเตือน รวมถึงช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนได้อย่างทั่วถึง และทันที พร้อมขอให้ติดตามการแถลงข่าวจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัยได้ทุกวัน รวมทั้งความเคลื่อนไหวสถานการณ์ผ่านไทยคู่ฟ้า
ด้าน นายปริญญา จันทคุปต์ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ระดับน้ำเจ้าพระยาวันนี้มีการคาดการณ์สูงสุดที่ 1.72 เมตร ซึ่งจะต่ำกว่าระดับคันกั้นน้ำของกรุงเทพมหานคร ประมาณ 1.28 เมตร
ส่วนมาตรการเตรียมรับมือฝนตกหนัก 5-6 ต.ค. และวันที่ 10-11 ต.ค. 69 นายปริญญา กล่าวว่า กรุงเทพมหานครจะเร่งระบายน้ำในคลองสายหลัก เพื่อรับมือฝนที่จะเกิดขึ้น และเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไปประจำในจุดที่คาดว่าจะมีโอกาสเป็นจุดเสี่ยง เช่น พื้นที่เขตสายไหม เขตลาดกระบัง เขตคลองสามวา และเขตสะพานสูง
สำหรับพื้นที่น้ำลดแล้ว กรุงเทพมหานครได้จัดเก็บขยะลอยน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาได้เก็บขยะชิ้นใหญ่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวม 1,400 ตันเศษ และปัจจุบันมีผู้ประสบภัยที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th ประมาณ 40,000 ราย โดยสิทธิการช่วยเหลือ ประกอบด้วย ค่าดำรงชีพ ค่าซ่อมแซมบ้าน และค่าอุปกรณ์ยังชีพ ซึ่งมี 3 เขตที่มีผู้ลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ เขตลาดกระบัง เขตสายไหม และเขตบางกะปิ
ขณะที่ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯว่า ในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางสัญจรไปมา ซึ่งเหลือเส้นทางที่ยังคงมีน้ำท่วมขังสูงอยู่คือบริเวณถนนฉลองกรุง ซึ่งประชาชนควรจะหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว ส่วนชุมชนเคหะร่มเกล้า ทางกรุงเทพมหานครได้ทำการระบายน้ำลดลงไปแล้วกว่า 30-70 เซนติเมตร โดยมีเป้าหมายในการระบายน้ำอย่างน้อยอยู่ที่ 25 เซนติเมตร/วัน
ส่วนในเขตมีนบุรี ประเวศ สะพานสูง ได้มีการเปิดประตูระบายน้ำเพิ่ม เพื่อที่จะผลักดันน้ำไปสู่คลองแสนแสบ ส่วนชุมชนสายไหมและออเงิน ได้นำเครื่องสูบน้ำมาจากเขตที่น้ำแห้งแล้วมาสมทบเพิ่มเติม รวมถึงใช้เรือผลักดันน้ำออกไปโดยคาดว่าน้ำจะแห้งภายใน 2 วัน
Advertisement