Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
"พิชิต" ซัดมติกกต.ตัดตอนความจริงคดีฮั้วสว. ชี้ชนวนเหตุม็อบนัด 25 ก.ย.

"พิชิต" ซัดมติกกต.ตัดตอนความจริงคดีฮั้วสว. ชี้ชนวนเหตุม็อบนัด 25 ก.ย.

21 ก.ย. 69
15:44 น.
แชร์

"พิชิต" ซัดมติกกต.ตัดตอนความจริงคดีฮั้วสว.จี้ 5 เสียงข้างมากแจงเหตุไม่ฟ้องนักการเมือง ลั่น"2เสียงมีค่ามากกว่า5" ชี้มติกกต.เป็นเหตุม็อบนัดรวมพล 25 ก.ย.

วันนี้ (21 กันยายน 2569) นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ให้สัมภาษณ์ผู้ให้สัมภาษณ์ถึงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีฮั้วเลือก สว. ว่า หลายฝ่ายน่าจะมองไปในทิศทางเดียวกัน โดยกลุ่มของตนร่วมกับคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ได้มีการประชุมหารือเรื่องดังกล่าวมาแล้ว 2-3 รอบ และมองเห็นทิศทางว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการ "ตัดตอนสิ่งที่เป็นความจริงสู่กระบวนการยุติธรรม" เนื่องจาก กกต. ไม่ได้เป็นเพียงองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังเป็นองค์กรต้นทางในการผดุงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกับองค์กรอื่น

นายพิชิตระบุว่า มติของกกต. โดยเฉพาะกรรมการเสียงข้างมาก 5 คน ที่ออกมาทำให้เกิดข้อสงสัยมากมาย ว่า กกต.เองก็อยู่ในขบวนการฮั้วที่ตัดตอนข้อเท็จจริงด้วยหรือไม่ และมีนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

ขณะที่หลักในการวินิจฉัย หากมีเหตุอันควรสงสัยก็ควรนำเรื่องไปสู่ศาลเพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณา ดังนั้นเสียงของกกต.เสียงข้างน้อย 2 คน ก็เท่ากับมีข้อสงสัยในข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน เหตุใดกกต.จึงไม่นำเหตุแห่งข้อสงสัยดังกล่าวไปให้ศาลเป็นผู้พิจารณาข้อเท็จจริง โดยมองว่าการดำเนินการเช่นนี้เป็นการตัดตอกระบวนการยุติธรรมและตัดตอนความจริง

เรื่องนี้จะไม่ได้ส่งผลเฉพาะกรณี สว. เท่านั้น แต่อาจกลายเป็น ฮั้วประเทศไปในตัว เมื่อข้อเท็จจริงถูกตัดตอน เพราะกกต. เป็นองค์กรที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริง

ส่วนประเด็นที่มีการพิจารณาว่าพยานไม่น่าเชื่อถือ จึงเกิดคำถามว่า กกต. ไม่มีเส้นทางอื่นในการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วหรือไม่ พร้อมกล่าวถึงประธาน กกต. ที่ระบุว่ามีประสบการณ์อยู่ในกระบวนการยุติธรรมมา 38 ปี รวมถึงกรรมการเสียงข้างน้อยที่เคยเป็นผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเช่นกัน จึงมองว่า กระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงไม่ได้พิจารณาเพียงพยานอย่างเดียว ส่วนตัวตนเห็นด้วยกับแนวทางของกรรมการเสียงข้างน้อยที่มองว่า คำว่า “ขบวนการ” ไม่ใช้การทิ้งร่องรอยอย่างเดียว เพราะการทุจริตทุกวันนี้ไม่ใช่การสร้างข้อเท็จจริงในลักษณะทิ้งใบเสร็จไว้เสมอไป แต่เป็นขบวนการที่ต้องสืบหาและเชื่อมโยงข้อเท็จจริงเข้าด้วยกัน

นายพิชิต กล่าวว่า มติของ กกต. ครั้งนี้จะเป็น “การเรียกแขก” และเป็นมติที่นับ 1 ให้องค์กรภาคประชาชนและองค์กรภาคเอกชนหลายแห่งจับมือร่วมกันเคลื่อนไหว เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจาก กกต.

ส่วนกรณีที่ กกต. ไม่ฟ้องนักการเมืองทั้ง 20 คน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกรรมการบริหารพรรค นายพิชิตมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการฮั้วให้ฝ่ายการเมืองใช่หรือไม่ เพราะสิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ มีฝ่ายการเมืองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

ตนไม่ได้มองเฉพาะฝ่าย “สีน้ำเงิน” เท่านั้น โดยเปรียบเทียบว่าไม่ได้มองเพียง “ช้างสีน้ำเงิน” แต่อาจมีช้างป่าอื่น เป็น “ช้างสีส้ม” หรือฝ่ายอื่นด้วย เนื่องจากมีคำถามว่าพรรคอื่นอาจมีเรื่องการฮั้วและมีความพยายามเชื่อมโยงกันไปด้วย ดังนั้น กกต. จะต้องจัดการกับ “ช้าง” ทุกเชือกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช้างสีน้ำเงิน ช้างสีส้ม หรือสีใดก็ตาม และไม่ควรตัดตอนการตรวจสอบในลักษณะดังกล่าว

ขณะที่ทิศทางการเคลื่อนไหวหลังมติกกต. นายพิชิตระบุว่า คณะรวมพลังแผ่นดินฯ ได้หารือร่วมกันมาแล้ว 2-3 รอบ ขณะที่คปท.ก็ได้ไปร่วมกับกลุ่มของนายสนธิในการเคลื่อนไหว “ทวงคืนประเทศไทย” ซึ่งหมายถึงการทวงคืนข้อเท็จจริงให้กับประเทศไทย ไม่ใช่การไล่รัฐบาล

โดยในวันนี้ (21 กันยายน 2569) คณะรวมพลังแผ่นดินจะมีการหารือกันอย่างเข้มข้นตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป เพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหว และการหารือครั้งนี้จะมีมติออกมาว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อสถานการณ์ทั้งฮั้วสว.และโกงสอบท้องถิ่น ก่อนกำหนดวันที่จะแถลงข่าวอีกครั้ง

เมื่อถามว่า กรณี สว. ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่หรือไม่ นายพิชิตกล่าวว่า มติของ กกต. เป็นเหตุที่ทำให้คณะรวมพลังแผ่นดินฯ กลับมารวมตัวและหารือกันอีกครั้งโดยตรง เนื่องจากก่อนหน้านี้คณะรวมพลังแผ่นดินฯ อยู่ในลักษณะเฝ้าสังเกตสถานการณ์ ขณะที่อาจารย์และนักวิชาการหลายคนที่ร่วมกับกลุ่มไม่ได้มีการหารือร่วมกันมากนัก แต่หลังจากมติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าควรกลับมาประชุมกันอีกครั้ง พร้อมมองว่า มติของ กกต. ไม่ใช่จุดสิ้นสุด และไม่ใช่เพียงเรื่องที่เสียงส่วนมากชนะเสียงส่วนน้อย แต่จากนี้ “ความจริงกำลังจะพิสูจน์เสียงส่วนใหญ่”

ทั้งนี้ นายพิชิตมองว่า มติ กกต. ที่ผ่านมาไม่ใช่ข้อยุติ แต่เป็นจุดเริ่มต้น และจะทำให้พรรคภูมิใจไทยถูกตั้งคำถามจากสังคมมากขึ้น ขณะเดียวกันยังทำให้บุคคลในคณะรวมพลังแผ่นดินหลายคนกลับมาประชุมร่วมกันอีกครั้ง โดยกล่าวถึงอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ รวมถึงอดีต สว. และบุคคลอื่น ๆ จึงมองว่าจะเป็นการ “นับหนึ่ง” การเคลื่อนไหวในฐานะคณะรวมพลังแผ่นดินอีกครั้งในรัฐบาลภูมิใจไทยรอบนี้

ส่วนกรณีที่มีความเคลื่อนไหวหลายฝ่ายเริ่มเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ กกต. นายพิชิต ระบุว่า นายสนธิได้ประกาศว่าจะเดินทางไปในวันศุกร์ที่ 25 โดยกลุ่มของตนร่วมอยู่แล้ว และจะเดินทางไปยื่นหนังสือตั้งแต่เวลา 10.00 น. พร้อมทั้งจะมีเวทีปราศรัยอยู่ในพื้นที่ด้วย และทางคณะรวมพลังแผ่นดินฯ จะนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือเช่นเดียวกันว่า จะเข้าร่วมเวทีในวันที่ 25 กันยายน หรือไม่ เนื่องจากจากการหารือกันมาแล้ว 2-3 รอบ หลังมติของ กกต. ทุกฝ่ายมีทิศทางเดียวกัน คือเห็นแย้งกับมติของ กกต. เสียงข้างมาก

นายพิชิตย้ำว่า "ตอนนี้เสียงข้างมากยังอธิบายเหตุผลไม่ชัดเจน กลายเป็นว่า เสียงส่วนน้อย 2 มีค่ามากกว่า 5 เป็นสมการความจริงที่มองเป็นขบวนการ พร้อมเรียกร้องให้ กกต. แสดง “สปิริต” และอธิบายให้ชัดเจนว่า เหตุใดจึงไม่ส่งฟ้องนักการเมืองเลย โดยระบุว่า ที่ผ่านมาน้ำหนักของคำอธิบายจากประธาน กกต. อยู่ที่เรื่องพยานที่ไม่น่าเชื่อถือ และมติของเสียงข้างมาก รวมถึงการไม่มีหลักฐานในลักษณะ “ใบเสร็จ” ซึ่งคำอธิบายดังกล่าวยังไม่เพียงพอ และการกล่าวถึงประสบการณ์ 38 ปีในกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง การใช้ 38 ปี ก็ไม่สามารถใช้การันตีความถูกต้องได้ ดังนั้นสิ่งที่กรรมการ กกต. ทั้ง 5 คนต้องอธิบาย คือ แต่ละคนมีเหตุผลในการวินิจฉัยอย่างไร และจะแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร แม้มติของ กกต. จะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

แต่สาระสำคัญในความเห็นของกรรมการเสียงข้างน้อยว่า อยู่ที่ศาลฎีกาจะทำความจริงให้ประจักษ์ต่อบ้านเมืองได้อย่างไร และระบุว่า ในฐานะภาคประชาชนก็จะดำเนินการเพื่อแสดงข้อเท็จจริงต่อสังคม และทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาล เช่นเดียวกับแนวทางที่กรรมการเสียงข้างน้อยได้อธิบายไว้

Advertisement

แชร์
"พิชิต" ซัดมติกกต.ตัดตอนความจริงคดีฮั้วสว. ชี้ชนวนเหตุม็อบนัด 25 ก.ย.