
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระรับทราบรายงานผลปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และพ.ศ. 2568 ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลุกขึ้นชี้แจงถึงกรณีที่ตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ว่า ในขณะนั้นการเลือก สว. เราได้ตั้งชุดกรรมการสืบสวนไต่สวนส่วนกลางจำนวน 24 คณะ ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้ามามาก กกต. จึงมีมติให้ตั้งเพิ่ม 2 คณะ คือคณะที่ 25 และคณะที่ 26 เพราะเห็นว่าเป็นคดีใหญ่ และมีความซับซ้อน จึงตั้งคณะพิเศษขึ้นมา เช่นเดียวกับที่ตั้งคณะอนุวินิจฉัยชี้ขาดคณะที่ 36 ก็เป็นลักษณะเดียวกัน ส่วนเหตุผลที่ต้องมีดีเอสไอร่วมด้วยนั้น เพราะตามกฏหมายให้อำนาจ กกต. เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่ต้องดำเนินการช่วยเหลือ และให้การสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง การสนับสนุนการเลือกตั้ง หรือการสืบสวนไต่สวน และให้เจ้าที่ของรัฐ เมื่อได้รับการร้องขอแล้วให้ส่งมา โดยไม่ใช่ครั้งแรกที่ดึงหน่วยงานนอกเข้ามาช่วย แต่เคยดึงทั้งตำรวจหน่วยงานฝ่ายปกครอง ปปง. เข้ามาสืบสวนในคดีต่างๆ เป็นปกติ
ส่วนการรับเรื่องจากดีเอสไอมาดำเนินการสืบสวนไต่สวนนั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาตรา 49 เพื่อความปรากฏ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าหน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของรัฐ โอน หรือส่งสำนวนให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อได้รับแจ้งจากว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งกกต. จึงมีมติให้ดีเอสไอส่งเรื่องมาให้ กกต. ดำเนินการ และการแต่งตั้ง คณะอนุฯ 26 นั้น มี เจ้าหน้าที่กกต. 17 คน และมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คน ดังนั้น ในเรื่องการโหวตหรือชี้นำ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กกต. ก็มีมากกว่า
ส่วนการให้ความเป็นธรรมในการเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาทุกฝ่ายให้คำชี้แจง เราได้ทุกคนที่ถูกกล่าวหา มาแสดงเหตุผลทุกท่าน สำหรับผู้ที่อภิปราย เราก็ได้มีหนังสือแจ้งท่านไปในวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ให้มาชี้แจงวันที่ 17 มิถุนายน 2568 แต่ผลปรากฏว่ายื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือวันที่ 23 มิถุนายน 2568
สำหรับเรื่องโพยเป็นหลักฐานตัวบุคคล ซึ่งในสำนวนตนเองไม่สามารถได้ และเมื่อพิจารณาแล้วก็เป็นเรื่องที่มีน้ำหนัก ขณะที่คณะกรรมการชุดอื่น จะมีความเห็นอย่างไร ตนเองไม่สามารถก้าวล่วงได้
สำนวนในการเลือกสว. อีก 3 สำนวนนั้น ได้นำเสนอกกต. แล้ว ได้มีการสั่งสอนเพิ่มเติม และจะทราบผลเร็วๆ นี้ ส่วนเรื่องเอกสารหลุดก็แจ้งความดำเนินคดี หลุดทีไร ตนก็ถูกสอบทุกที เพราะตนเป็นต้นน้ำ ส่วนเอกสารที่ดีเอสไอส่งมาภายหลัง และกกต. มีมติ 3 ต่อ 4 ไม่รับ เนื่องจากในขณะนั้นที่ดีเอสไอส่งเอกสาร กกต. ยังไม่ได้รับสำนวนจากคณะที่ 36 แล้วก็ยังไม่ทราบว่าสำนวนที่ส่งมาเพิ่ม มีรายละเอียดอะไรบ้าง ทำให้ กกต. เสียงข้างมากเห็นว่าเอกสารเหล่านี้ สามารถเรียกมาได้ในภายหลังจึงมีมติไม่รับสำนวน
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าตนเองไม่ต้องการอภิปรายแต่ต้องการคำตอบ พร้อมขอบคุณประธานคณะอนุไต่สวน ชุดที่ 26 ที่มาชี้แจง แต่ต้องการคำตอบจากท่านในฐานะที่ตนเองเคยเป็นผู้ถูกกล่าวหาและเคยได้รับความเสียหายจากการทำงานของท่าน อยากยืมคำพูดของเพื่อนสมาชิกเมื่อเช้านี้ ท่านในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุไต่สวน ชุดที่ 26 ทำงานไม่ได้เรื่อง ที่ปล่อยให้ข้อมูลความลับที่อยู่ในขั้นตอนกระบวนการหลุดไปถึงบุคคลภายนอก มีอย่างที่ไหน ตนเองในฐานะที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือขอข้อมูลแต่ท่านไม่ตอบ กลับกลายเป็นสำนวนไปอยู่ในมือของบุคคลภายนอก ท่านจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร
นอกจากนี้ที่ กกต.บอกว่าไม่มีใครไปชี้แจง นายกรวีร์ ถามกลับว่าจะไปชี้แจงอย่างไร เพราะท่านก็ไม่ได้ตอบหนังสือกลับมาว่า ควรเตรียมประเด็นไหนไปต่อสู้ในข้อกล่าวหา ท่านมีส่วนรู้เห็นเต็มใจที่จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้หลุดไปจนถึงมือของบุคคลภายนอกและมาทำความเสียหายกับพวกตนเองและพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ท่านในฐานะประธานคณะอนุไต่สวน ชุดที่ 26 จะรับผิดชอบต่อการทำงานที่สะเพร่าอย่างไร
ร.ต.อ.ชนินทร์ ชี้แจงถึงกรณีเอกสารหลุดว่า ขณะที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวน สำนวนอยู่ที่ตนเองประมาณ 4 เดือน ไม่ได้หลุดไปไหน เก็บอย่างดี "ไข่ในหิน" ส่วนข้อกล่าวหาได้ชี้แจงไปในหนังสือละเอียดมาก ทั้งพฤติการณ์ ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่จะทำให้ท่านเข้าใจ ซึ่งคิดว่าทำละเอียดที่สุดแล้ว
นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย จึงกล่าวต่อว่า เอกสารที่ กกต.ส่งมาให้พวกตนเองไปชี้แจง มีจำนวน 20 คน ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ข้อกล่าวหาเหมือนกันทุกคน นายกรวีร์ จึงทำหนังสือส่งกลับไปขอให้ชี้แจงให้ชัดว่าพวกตนเองไปทำอะไรที่ไหนอย่างไร เพราะไม่ได้ระบุรายละเอียดชัดเจน เป็นเพียงข้อกล่าวหารวม จะให้พวกตนเองตอบแบบไหน
นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลุกขึ้นอภิปรายในประเด็นต่อเนื่องว่า กรณีเอกสารหลุดที่เก็บไว้ในตู้สี่เดือน หากมีสำนวนอื่นที่นอกเหนือจากคณะอนุฯ ที่ 26 แล้ว สำนวนไอยู่ที่ดีเอสไอด้วยหรือไม่ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 3 คน ที่มาเป็นกรรมการในชุดดังกล่าว เท่าที่ตรวจสอบสำนวนที่ถูกเปิดมานั้นปรากฏว่า เห็นชื่อของบุคคลบางคน ซึ่งตนเองก็ตรวจสอบและพบว่าผู้ที่ถือเอกสาร และครอบครองเอกสารฉบับนี้มี นามสกุล ด. เด็ก สองตัว ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุฯ ชุดนี้ด้วย ดังนั้น สำนวนการสอบสวนมีอยู่ 2 ชุด มีคนคัดลอกเก็บเอาไว้แต่ละชุดใช่หรือไม่ และถามอีกว่าวิธีปฏิบัติของกกต. ในการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นอย่างที่นายภราดร ถามใช่หรือไม่ หนังสือแจ้งข้อกล่าวหาของท่านปรากฏว่าเป็นเอกสารที่เหมือนกันข้อกล่าวหาเหมือนกันเพียง แต่เปลี่ยนชื่อจากในกเป็นนายขอเท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าความผิดเป็นอย่างไร เพียงแค่แจ้งให้มาชี้แจงข้อกล่าวหา จึงขอถามวิธีการปฏิบัติว่าเป็นแบบนี้ใช่หรือไม่หรือต่างจากคดีอื่นๆ
นายแสวง บุญมี ชี้แจงกรณีเอกสารหลุด ระบุว่า บุคคลที่ผ่านเอกสารมีหลายชั้น ตั้งแต่คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26, ความเห็นเลขาธิการ กกต., คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 และ กกต. ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยในแต่ละชั้น ซึ่งคงยังตอบอะไรมากไม่ได้ เป็นเรื่องภายในที่สำนักงาน กกต. มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่กระทบกับบุคคลภายนอก และสำนักงาน กกต. อยู่ระหว่างการสืบสวน
ขณะที่จะมีการเปิดเผยข้อกล่าวหาอื่นๆ อีกหรือไม่นั้น นายแสวงกล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวหาต่อไปที่มีบุคคลผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก และต้องมีการลงมติ สำนักงาน กกต. อยู่ระหว่างดำเนินการ และจะเผยแพร่เหมือนกับข้อกล่าวหาที่ 1 ในรูปแบบเดียวกัน
ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ ชี้แจงเหตุผลที่ต้องมี การตั้งคณะกรรมการชี้ขาดชุดที่ 36 เข้ามา ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่ต้องมีการตั้งคณะกรรมการชุดที่ 26 เพื่อมารับผิดชอบคดีที่มีความซับซ้อนและจำนวนมาก และเมื่อ กกต. มีมติแล้ว สำนักงาน กกต. ก็ต้องทำความเห็นเสนอไปยัง กกต. พิจารณาว่าจะยกเลิกการกันไว้เป็นพยาน หรือการดำเนินคดีอาญา หรือถ้ามีความจำเป็น ก็อาจจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น เพื่อให้กกต. มีติอีกครั้ง
Advertisement