
วันนี้ (13 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี รวมถึงตั้งคำถามต่อการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผลกระทบต่อพื้นที่ป่าและสัตว์ป่า ตลอดจนการทำหน้าที่ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังและตรวจสอบทุกข้อกังวล โดยเฉพาะข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงที่จัดทำรายงาน EHIA แต่ขอให้แยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ข้อสรุปทางการเมือง” ให้ชัดเจน เพราะการตั้งคำถามทำได้เต็มที่ แต่การกล่าวหาต้องมีหลักฐานรองรับ
ประเด็นแรก กรณีระบุว่าประชาชนไม่เคยได้รับการสอบถามความคิดเห็นนั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากกรมชลประทานเคยจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นทั้งในพื้นที่และผ่านระบบออนไลน์เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2564 โดยมีชุมชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่นเข้าร่วม รวมถึงมีการบันทึกข้อกังวลเรื่องค่าชดเชยไว้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ถือว่าการจัดเวทีเพียงครั้งเดียวหมายความว่าการรับฟังความคิดเห็นครบถ้วนแล้ว เพราะข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบต้องเป็นปัจจุบัน และการรับฟังความคิดเห็นต้องดำเนินการให้ครอบคลุม รอบด้าน และตรวจสอบได้ก่อนดำเนินการในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยาน
“พูดให้ชัดคือ มีการรับฟังความคิดเห็นมาแล้ว จึงไม่ควรบอกว่า ‘ไม่เคยรับฟัง’ แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ใช้เวทีที่ผ่านมาเป็นข้ออ้างว่าประชาชนหมดสิทธิพูด วันนี้หากมีข้อมูลใหม่ มีผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม หรือมีข้อคัดค้านที่ยังไม่ได้รับคำตอบ หน่วยงานก็มีหน้าที่รับฟังและตอบให้ชัดก่อนเดินหน้าต่อ” นางสาวลลิดากล่าว
สำหรับกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่า “โยนความรับผิดชอบ” โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการของกรมชลประทาน รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า ต้องแยกบทบาทของแต่ละหน่วยงานให้ถูกต้อง โดยกรมชลประทานเป็นเจ้าของโครงการ ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่ในส่วนของการกลั่นกรองด้านสิ่งแวดล้อมและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยานตามกฎหมาย การระบุว่าใครเป็นเจ้าของโครงการจึงเป็นการอธิบายอำนาจหน้าที่ ไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดชอบ
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 อนุมัติโครงการในกรอบวงเงิน 7,200 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 7 ปี ความจุอ่างเก็บน้ำ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีเป้าหมายสนับสนุนพื้นที่ชลประทาน 87,700 ไร่ แต่ต้องย้ำว่า “มติ ครม. อนุมัติโครงการ” ไม่ใช่ “ใบอนุญาตให้ตัดป่าหรือก่อสร้างในเขตอุทยานได้ทันที”
มติ ครม. กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนและพื้นที่อุทยานให้ถูกต้องก่อนก่อสร้าง ใช้พื้นที่เท่าที่จำเป็น และปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนยันว่า ยังไม่มีการอนุมัติหรือเพิกถอนพื้นที่อุทยาน และรายละเอียดของโครงการยังต้องได้รับการทบทวนเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่
“ดังนั้น การบอกว่า ครม.อนุมัติแล้วเท่ากับป่าถูกสั่งให้จมแล้ว ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ ยังมีกฎหมายที่ต้องปฏิบัติ และยังมีหน่วยงานที่ต้องพิจารณาผลกระทบก่อนจะใช้พื้นที่อุทยานได้ การอนุมัติงบประมาณหรืออนุมัติโครงการไม่ได้ลบขั้นตอนเหล่านี้ออกไป” นางสาวลลิดากล่าว
อย่างไรก็ตาม รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธข้อกังวลทางวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ป่าดิบแล้งที่ราบต่ำ แหล่งอาศัยของช้างป่า จำนวนประชากรช้าง ตลอดจนจำนวนไม้ต้นในพื้นที่ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าข้อมูลจากการสำรวจในช่วงหลังอาจแตกต่างจากข้อมูลที่ใช้ประกอบรายงาน EHIA ซึ่งได้รับแจ้งความเห็นชอบตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2564
“รัฐบาลจะไม่ตอบข้อกังวลเหล่านี้เพียงว่า ‘EHIA ผ่านแล้ว จบ’ เพราะถ้ามีข้อมูลทางวิชาการใหม่ที่มีนัยสำคัญ ก็ต้องนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมอย่างตรงไปตรงมา หากข้อมูลของรัฐไม่ถูกต้องก็ต้องแก้ หากมาตรการลดผลกระทบไม่เพียงพอก็ต้องเพิ่ม และรายละเอียดโครงการต้องถูกพิจารณาเพื่อลดผลกระทบให้มากที่สุด การอนุมัติโครงการไม่ได้หมายความว่าข้อมูลใหม่จะถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณา” นางสาวลลิดากล่าว
สำหรับข้อกล่าวหาว่าโครงการมีเป้าหมายเพื่อส่งน้ำให้ภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า เอกสารประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีระบุวัตถุประสงค์ครอบคลุมทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการเสริมความมั่นคงด้านน้ำของภาคตะวันออก ขณะที่กรมชลประทานชี้แจงว่า การพิจารณาผันน้ำไปยังพื้นที่อื่นจะเป็นการบริหารน้ำส่วนเกิน โดยให้ความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ต้นทางเป็นลำดับแรก
“ถ้าเห็นว่าตัวเลขน้ำไม่พอ หรือการจัดสรรน้ำตามที่หน่วยงานชี้แจงทำไม่ได้จริง สามารถนำแบบจำลองน้ำ ปริมาณความต้องการใช้น้ำ หรือตัวเลขทางวิชาการมาหักล้างกันได้ รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบ แต่ควรอภิปรายกันด้วยข้อมูล เพราะเรื่องการบริหารน้ำมีตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ไม่จำเป็นต้องตัดสินเจตนาของโครงการจากวาทกรรม” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
ส่วนกรณีมีการกล่าวหาหรือพาดพิงว่านักการเมือง รัฐมนตรี หรือบุคคลใดอาจได้รับผลประโยชน์จากโครงการ นางสาวลลิดายืนยันว่า หากมีข้อมูลหรือหลักฐาน ขอให้นำชื่อ เส้นทางการเงิน สัญญา หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องส่งให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบได้ทันที รัฐบาลไม่มีหน้าที่ปกป้องผู้กระทำผิด แต่ข้อกล่าวหาที่กระทบต่อบุคคลก็ควรมีพยานหลักฐานรองรับเช่นเดียวกัน
“ถ้ามีหลักฐานว่าใครได้ประโยชน์โดยมิชอบ เปิดมาเลยค่ะ รัฐบาลไม่มีสิทธิปกป้องคนผิด แต่เวทีก็ไม่ควรใช้ไมโครโฟนแทนพยานหลักฐาน การตั้งข้อสงสัยเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบได้ แต่ไม่ควรเปลี่ยนข้อสงสัยให้กลายเป็นข้อเท็จจริงก่อนมีหลักฐาน” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวถึงกรณีมีการกล่าวว่า สส. 500 คน “ไม่สนใจ” ปัญหาดังกล่าวว่า การประเมินการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรพิจารณาจากการทำหน้าที่ในสภา ทั้งการตั้งกระทู้ การทำงานของคณะกรรมาธิการ การพิจารณางบประมาณ และการลงมติ ไม่ควรเหมารวมจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้เข้าร่วมเวทีใดเวทีหนึ่ง
“คุณสนธิมีสิทธิวิจารณ์ ตรวจสอบ และตั้งคำถามกับรัฐบาลได้เต็มที่ และรัฐบาลก็มีหน้าที่เปิดเผยข้อมูล รับฟังประชาชน และรับผิดชอบต่อผลกระทบของโครงการเต็มที่เช่นกัน แต่ขอให้ทุกฝ่ายใช้มาตรฐานเดียวกัน คือให้ประชาชนตัดสินจากเอกสาร ข้อมูลภาคสนาม หลักฐาน และกฎหมาย การตรวจสอบจะมีพลังที่สุดเมื่อข้อเท็จจริงดังพอกว่าระดับเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นางสาวลลิดากล่าว
Advertisement