
วันนี้ (10 กันยายน 2569) นายวีระ สมความคิด หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายและเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เดินทางไปที่สถานทูตอิสราเอลวันนี้ ว่า เป็นสิ่งที่ภาคประชาชนสามารถทำได้ หากเห็นว่าประเด็นใดจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม ประเทศชาติ และผลประโยชน์ของประชาชน ขณะที่หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ไม่ดำเนินการ หรือที่ผ่านมาอาจถูกมองว่าปล่อยปละละเลย หรือร่วมสนับสนุนจนเกิดความเสียหาย
นายวีระ กล่าวว่า หากภาคประชาชนเห็นว่าไม่สามารถใช้กระบวนการที่มีอยู่ หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ดำเนินการ ก็สามารถใช้สิทธิโดยตรงในการออกมาเคลื่อนไหวได้
ส่วนกรณีที่มีการวิจารณ์การเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าอาจเป็น “ม็อบน้ำหมาก” และไม่สามารถปลุกมวลชนขึ้นมาได้นั้น นายวีระ กล่าวว่า ต้องรอดูว่าจะเป็น “ม็อบน้ำหมาก” หรือ “ม็อบน้ำนม” แต่หากเป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ก็สามารถนำไปสู่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ เพราะผู้ที่ออกมาเรียกร้องหรือจัดการชุมนุมย่อมต้องการให้เกิดการแก้ไขเปลี่ยนแปลง
เมื่อถามว่า ขณะนี้เริ่มมีประชาชนบางส่วนเห็นด้วยกับการที่นายสนธิออกมาเคลื่อนไหว และนายวีระมีโอกาสเข้าร่วมด้วยหรือไม่ นายวีระยืนยันว่า ตนจะไปร่วมอย่างแน่นอน เพราะเป็นภาคประชาชน และเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน หากมีเรื่องที่มีมูลเหตุมาจากการทุจริตหรือความไม่โปร่งใส ก็ต้องเข้าไปช่วยกัน ทั้งในเรื่องการให้ข้อมูลและการเข้าร่วมเคลื่อนไหว เพียงแต่วันนี้ตนมีภารกิจอยู่ที่อื่น หลังจากนี้หากมีโอกาสก็จะเข้าร่วม
นายวีระยังมองว่า สถานการณ์ขณะนี้มาถึงจุดที่มีความจำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิบนท้องถนนแล้ว เนื่องจากมองว่ากระบวนการยุติธรรมและกระบวนการตรวจสอบแทบไม่สามารถเดินหน้าได้ พร้อมยกตัวอย่างหลายกรณี ทั้งเรื่องน้ำมัน เขากระโดง กรณีนายศักดิ์สยาม การสอบเข้ารับราชการและสอบท้องถิ่น รวมถึงกรณี AI Passport ซึ่งมองว่าแต่ละเรื่องไม่ใช่เรื่องเล็ก และกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ไม่สามารถเดินหน้าได้เท่าที่ควร
นายวีระกล่าวถึงกรณีนายศักดิ์สยามด้วยว่า มีการยื่นเรื่องไปยังรัฐสภา แต่เรื่องยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อกระบวนการต่าง ๆ ไปต่อไม่ได้ ประชาชนจะทำอย่างไร จึงจำเป็นต้องใช้สิทธิที่ประชาชนยังมีอยู่ ซึ่งไม่ใช่เพียงสิทธิในการเลือกตั้ง แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนสามารถต่อสู้และเรียกร้องได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านผู้แทน
เมื่อถามว่า หากเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับนายสนธิในครั้งนี้ จะเดินหน้าไปจนสุดทางหรือไม่ นายวีระยืนยันว่า “ก็ต้องสุดสิ” เพราะหากจะทำเรื่องใดก็ต้องทำให้ถึงที่สุด พร้อมระบุว่าตนเองทำทุกเรื่องถึงที่สุด
ส่วนหากสถานการณ์บ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนมากขึ้นจากการที่กลุ่มมวลชนออกมาเคลื่อนไหว นายวีระมองว่า ไม่ใช่ประชาชนเป็นผู้ทำให้เกิดปัญหา แต่เป็นผลจากการกระทำของนักการเมืองและข้าราชการ หากมีการใช้อำนาจโดยไม่สุจริต หรือร่วมมือกันกระทำผิดกฎหมาย ประชาชนก็ต้องตั้งคำถามว่าจะสามารถทำอะไรได้
นายวีระทิ้งท้ายว่า หากประชาชนมองว่าผู้มีอำนาจเข้าควบคุมกลไกต่าง ๆ ทั้ง สส. สว. และองค์กรอิสระแล้ว ประชาชนก็จำเป็นต้องใช้สิทธิที่มีอยู่ในการออกมาต่อสู้และเรียกร้องโดยตรง
Advertisement