
(4 ก.ย. 2569) ที่อาคารพระที่นั่งนงคราญสโมสร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระหว่างกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กับองค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่าย จำนวน 134 หน่วยงาน เพื่อยกระดับการบูรณาการด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของประเทศ เชื่อมโยงกำลังคน เครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบสื่อสารจากทุกภาคส่วน ให้สามารถระดมเข้าสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นระบบ และมีเอกภาพ โดยมีนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดี ปภ. ผู้บริหาร ปภ. และองค์กรสาธารณกุศล มูลนิธิ สมาคม และภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศเข้าร่วมพิธี
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยมุ่งช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐ องค์กรสาธารณกุศล มูลนิธิ สมาคม และเครือข่ายอาสาสมัคร ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญที่มีทั้งบุคลากร ความเชี่ยวชาญ เครื่องมือ และประสบการณ์ในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและให้ความช่วยเหลือประชาชนในภาวะฉุกเฉิน
ที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้ร่วมกันปฏิบัติภารกิจด้านสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุอุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่ง ปภ. องค์กรสาธารณกุศล และภาคีเครือข่ายได้ผนึกกำลังเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งการค้นหาและช่วยชีวิต การอพยพประชาชน การสนับสนุนเครื่องจักรกล และอุปกรณ์กู้ภัย ตลอดจนการฟื้นฟูหลังสถานการณ์คลี่คลาย สะท้อนการประสานงานอย่างเป็นระบบและการทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกันในการช่วยเหลือประชาชน และลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
"ความร่วมมือในวันนี้ไม่ใช่เพียงการประสานงานระหว่างหน่วยงาน แต่เป็นการเชื่อมโยงกำลังของทุกภาคส่วนให้เป็นพลังเดียวกัน หรือ ‘ทีมประเทศไทย’ เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย การเผชิญเหตุและให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน ไปจนถึงการฟื้นฟู หากทุกหน่วยงานสามารถบูรณาการข้อมูล ทรัพยากร และการปฏิบัติงานภายใต้ระบบเดียวกัน ประเทศไทยจะสามารถรับมือกับสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น และ ปภ. พร้อมสนับสนุนองค์กรสาธารณกุศล ทั้งการฝึกอบรมทักษะการกู้ภัยเฉพาะด้าน เช่น การกู้ภัยน้ำเชี่ยว การช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยใช้เจ็ทสกี ขอให้ทางมูลนิธิประสานมา ซึ่งเราพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนไปด้วยกัน" นายเจเศรษฐ์ มท.3 กล่าว
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยให้องค์กรสาธารณกุศลทุกหน่วยงานประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถติดต่อ ประสาน และระดมทรัพยากรเข้าปฏิบัติภารกิจได้ทันทีเมื่อเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยเมื่อเข้าปฏิบัติงาน และ ทุกปฏิบัติงานภายใต้ระบบบัญชาการเหตุการณ์ (Incident Command System: ICS) และระเบียบปฏิบัติประจำด้านการประสานการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) ตามที่ ปภ. และหน่วยงานเครือข่ายร่วมกันกำหนด รวมถึงลงทะเบียนรายงานตัวผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" เพื่อให้การจัดกำลังและมอบหมายภารกิจเป็นระบบ ลดความซ้ำซ้อน และสร้างความปลอดภัยแก่ผู้ปฏิบัติงาน โดยผู้ที่ปฏิบัติตามขั้นตอนจะได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและได้รับสิทธิตามระเบียบของทางราชการ และให้ดำรงการติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์และระบบวิทยุสื่อสารตามช่องทางที่กำหนด เพื่อให้การประสานความช่วยเหลือเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว พร้อมให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และประชาชนผู้ประสบภัยตลอดการปฏิบัติภารกิจ
สำหรับบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ จะเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย ปภ. จะสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการจัดการสาธารณภัย รวมถึงสนับสนุนด้านวิทยากร สถานที่ฝึกอบรม เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็น ตลอดจนร่วมจัดทำหลักสูตรและรับรองผลการฝึกอบรมตามความเหมาะสม เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครขององค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่ายให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยในกรณีเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย ปภ. จะแจ้งเตือนองค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่ายให้เตรียมความพร้อมสำหรับการออกปฏิบัติภารกิจร่วมกัน พร้อมมอบหมายภารกิจให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครปฏิบัติตามระบบและขั้นตอนที่กำหนด รวมถึงสนับสนุนทรัพยากร เครื่องจักรกลสาธารณภัย เครื่องมือกู้ภัย และระบบสื่อสารตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ และขณะเดียวกันองค์กรสาธารณกุศลและภาคีเครือข่ายจะร่วมส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเข้ารับการฝึกอบรมและฝึกซ้อม เพิ่มพูนทักษะด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น ตลอดจนประสานการปฏิบัติกับศูนย์ประสานการปฏิบัติงานอาสาสมัครองค์กรสาธารณกุศลในภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ลงนาม
ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีปภ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปภ. ได้เร่งพัฒนากลไกการประสานงานตามนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อให้การบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วนมีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั้งการจัดทำระเบียบปฏิบัติประจำ (SOP) การพัฒนาระบบรายงานตัวเข้าพื้นที่ประสบภัยผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" และการพัฒนาระบบสื่อสารผ่านช่องทาง DDPM–POC เพื่อสนับสนุนการประสานงานและระบบบัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่เกิดภัย ซึ่งจากการนำระบบดังกล่าวไปทดลองใช้ในการปฏิบัติงานช่วงเหตุอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน พบว่า สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์สามารถบริหารจัดการกำลังและทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม ลดความซ้ำซ้อนในการลงพื้นที่ และทำให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ซึ่ง ปภ. จะนำผลการปฏิบัติงานมาพัฒนากลไกการประสานงานให้มีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้รองรับสาธารณภัยในทุกพื้นที่ของประเทศต่อไป
"การลงนามความร่วมมือนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับระบบบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศไทย จากความร่วมมือในเชิงเครือข่ายไปสู่การปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานและกลไกเดียวกัน เพื่อให้ทุกกำลังสามารถเชื่อมต่อ ประสานงาน และเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีเป้าหมายสำคัญร่วมกัน คือ การลดความสูญเสียและสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างยั่งยืน" นายธีรพัฒน์ อธิบดี ปภ. กล่าวปิดท้าย
Advertisement