
วันที่ 27 ส.ค. 69 ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่นำเนื้อหาภายในสำนวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกเผยแพร่ต่อสาธารณะ เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา
รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม แจ้งว่า ล่าสุดมีข้อมูล และพยานหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์ของข้าราชการระดับหัวหน้าหน่วยงานของดีเอสไอรายหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดีสำคัญระดับประเทศ รวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. โดยพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ของทางราชการ ตลอดจนงบประมาณและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งควรได้รับการตรวจสอบให้ชัดเจน
แหล่งข่าว ระบุว่า จากข้อมูลที่มีการรวบรวมต่อเนื่องในช่วงประมาณ 2–3 เดือน ที่ผ่านมา พบพฤติการณ์ว่า ข้าราชการรายดังกล่าวของดีเอสไอ นำรถยนต์ของทางราชการไปใช้เดินทางระหว่างบ้านพักกับสถานที่ทำงานเป็นประจำ และพบว่ามีการนำรถไปจอดบริเวณบ้านพักในช่วงกลางคืน รวมถึงปรากฏการใช้รถในวันหยุดราชการบางช่วง จึงมีข้อสงสัยว่าการใช้รถในแต่ละครั้งเป็นการเดินทางเพื่อปฏิบัติราชการจริงทั้งหมดหรือไม่ หรือมีการนำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้ในลักษณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
เเหล่งข่าวกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงไปถึง งบประมาณและค่าใช้จ่ายของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและการดำเนินคดี ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบควบคู่กันว่า มีการเบิกจ่ายถูกต้องและตรงกับการปฏิบัติราชการที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายอื่นที่มีการเบิกโดยอ้างอิงการปฏิบัติหน้าที่
แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับวิธีการตรวจสอบที่สามารถทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏได้อย่างชัดเจน คือการนำ วัน เวลา สถานที่ และเส้นทางการเดินทางจริงของรถยนต์ราชการ มาเปรียบเทียบกับคำสั่งหรือการมอบหมายให้ปฏิบัติราชการ รายงานผลการปฏิบัติงาน หลักฐานการเดินทาง และเอกสารการเบิกจ่ายในวันและช่วงเวลาเดียวกัน เพราะหากเป็นการเบิกค่าใช้จ่ายเพื่อเดินทางไปปฏิบัติราชการ ข้อมูลการเดินทางของรถ ภารกิจที่อ้างว่าไปปฏิบัติ และค่าใช้จ่ายที่เบิกจากทางราชการย่อมควรมีความสอดคล้องสัมพันธ์กัน
“นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ควรตรวจสอบไปถึง ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากการใช้รถและการเบิกจ่ายเงินของทางราชการย่อมมีขั้นตอนและเอกสารประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการขอใช้รถ การอนุมัติ การบันทึกการใช้รถ การเบิกน้ำมัน การเบิกค่าใช้จ่าย ตลอดจนการจัดทำหรือรับรองเอกสารทางราชการ จึงควรตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่รายใดเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว และการดำเนินการของแต่ละรายเป็นไปตามข้อเท็จจริงและระเบียบของทางราชการหรือไม่”เเหล่งข่าวระบุ
เเหล่งข่าว กล่าวว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผลการตรวจสอบพบว่าการเดินทางบางครั้งมิใช่การปฏิบัติราชการ แต่กลับมีการจัดทำหรือรับรองใบขอใช้รถ รายงานการเดินทาง บันทึกการปฏิบัติงาน เอกสารเบิกน้ำมัน เอกสารเบิกค่าใช้จ่าย หรือเอกสารราชการอื่นให้ปรากฏว่าเป็นการปฏิบัติราชการ ก็จะเป็นประเด็นสำคัญที่หน่วยงานผู้มีอำนาจจำเป็นต้องตรวจสอบต่อไปว่า เอกสารดังกล่าวตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ มีการนำงบประมาณของรัฐไปใช้โดยชอบหรือไม่ และมีบุคคลใดเกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอน
แหล่งข่าวกล่าวว่า เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากข้าราชการรายนี้อยู่ในตำแหน่งระดับหัวหน้าหน่วยงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษและมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีสำคัญระดับประเทศ ซึ่งรวมถึงคดีที่มีประเด็นเกี่ยวกับความสุจริตและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
“ดังนั้นในขณะที่ผู้ปฏิบัติงานมีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำของบุคคลอื่น ผู้ปฏิบัติและหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมายเองก็ยิ่งต้องแสดงให้สังคมเห็นถึงการปฏิบัติหน้าที่ที่ โปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต และสามารถตรวจสอบได้ เช่นเดียวกัน กรณีนี้คาดว่าดีเอสไอจะสอบสวนว่าข้าราชการรายดังกล่าวกระทำผิดตามที่มีการระบุในข้างต้นหรือไม่”
Advertisement