
วันที่ 20 ส.ค. 69 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน และประธานอนุกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน กล่าวถึงช่วงเปลี่ยนผ่านการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ หรือ “บิ๊กต่าย” ไปสู่ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา หรือ “บิ๊กราญ” ว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่คือการทำให้ “สิ่งดีที่เริ่มไว้” เดินหน้าต่อ และเปลี่ยนจากนโยบายของคนหนึ่งให้กลายเป็นระบบขององค์กร
ถ้าจะมีภาพหนึ่งที่อยากให้คนรุ่นใหม่จดจำเกี่ยวกับยุคบิ๊กต่าย ภาพนั้นไม่ควรมีเพียงการจับกุมผู้ต้องหา ยึดยาเสพติด หรือการออกคำสั่ง แต่ควรเป็นภาพของผู้นำตำรวจที่พยายามเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาใกล้องค์กรตำรวจมากขึ้น“จากเดิมที่ตำรวจเป็นฝ่ายดูแลประชาชนเพียงฝ่ายเดียว เรากำลังขยับไปสู่แนวคิดใหม่ คือ ตำรวจกับประชาชนช่วยกันดูแลความปลอดภัยของบ้านเมือง”
ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวเห็นได้ชัดจากการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน การทำงานผ่าน กต.ตร. และการผลักดัน “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” ให้ไม่ใช่เพียงกำลังเสริมของตำรวจ แต่เป็น “หุ้นส่วนความปลอดภัย” ของชุมชนจาก “ผู้ช่วยตำรวจ” สู่ “คนของชุมชนที่ช่วยป้องกันก่อนเกิดเหตุ”
อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ไม่ใช่ตำรวจอีกชุดหนึ่ง ไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ และไม่ใช่การให้ประชาชนใช้อำนาจแทนเจ้าหน้าที่ แต่คือการสร้างคนในชุมชนที่รู้จักพื้นที่ รู้ว่าจุดไหนเสี่ยง รู้วิธีสังเกตความผิดปกติ รู้วิธีแจ้งเหตุ รู้ขอบเขตของตัวเอง และรู้ว่าจะช่วยตำรวจและเพื่อนบ้านอย่างไรโดยไม่ละเมิดกฎหมายหรือสิทธิของผู้อื่น
สำหรับคนรุ่นใหม่ แนวคิดนี้อาจเข้าใจง่ายที่สุดว่า ความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องของตำรวจฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่คล้ายกับการสร้าง “เครือข่าย” ที่ทุกคนมีบทบาทของตัวเอง ตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ประชาชนมีหน้าที่ช่วยสังเกต แจ้งเตือน และร่วมป้องกัน ชุมชนมีหน้าที่ช่วยกันดูแลพื้นที่ของตัวเอง เมื่อสามส่วนนี้เชื่อมกัน ความปลอดภัยก็ไม่ต้องเริ่มต้นหลังเกิดเหตุเสมอไป
ผศ.ดร.นพดล กล่าวต่อว่า สังคมมักเห็นตำรวจในวันที่ตำรวจทำอะไรไม่ถูกใจ ซึ่งประชาชนมีสิทธิวิจารณ์และตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง สังคมอาจไม่ค่อยเห็นตำรวจที่ไม่ได้กลับบ้านในคืนที่คนอื่นกำลังนอนหลับ ตำรวจที่ยืนกลางแดดกลางฝน หรือตำรวจที่ต้องวิ่งเข้าไปในพื้นที่ที่คนอื่นกำลังวิ่งออกมา “ความเป็นธรรมต้องทำงานสองทาง ตำรวจผิดต้องถูกตรวจสอบ แต่ตำรวจที่ทำดีก็ควรถูกมองเห็นเช่นกัน”
หนึ่งในภาพที่ควรจดจำจากยุคบิ๊กต่าย จึงไม่ใช่เพียงการพูดว่า “ตำรวจต้องทำดี” แต่คือการส่งสัญญาณให้ตำรวจชั้นผู้น้อยรู้ว่า “ถ้าคุณทำดี องค์กรต้องเห็นคุณ” เพราะหากคนดีทำงานหนักทุกวัน แต่ไม่มีใครเห็น ขณะที่คนที่เลือกทางลัดกลับเติบโตได้ง่ายกว่า ในที่สุดองค์กรจะสูญเสียคนดีไปทีละคน
นี่คือเหตุผลที่การให้กำลังใจตำรวจดี การลงพื้นที่พบผู้ใต้บังคับบัญชา และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นการสร้าง “วัฒนธรรม” ว่าองค์กรตำรวจต้องให้คุณค่ากับคนดีและรับฟังประชาชน ตำรวจยุคใหม่ต้อง “มาก่อนเหตุ” ไม่ใช่แค่ “มาเร็วหลังเกิดเหตุ”
ผศ.ดร.นพดล กล่าวอีกว่า อาชญากรรมวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว คนร้ายบางคนไม่ได้ยืนอยู่ตรงหน้า แต่อาจอยู่ต่างประเทศ บางคนไม่ต้องมีปืน แค่มีโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตก็สามารถทำให้คนหมดตัวได้ บัญชีม้า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทุนสีเทา ยาเสพติด อาวุธ และอาชญากรรมข้ามชาติ เชื่อมโยงกันซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นตำรวจยุคใหม่ต้องใช้ข้อมูลให้เป็น ใช้เทคโนโลยีให้ฉลาด และที่สำคัญต้องฟังข้อมูลจากคนในพื้นที่ให้มากขึ้น
ความสำเร็จของตำรวจในอนาคตจึงไม่ควรวัดเฉพาะจำนวนผู้ต้องหาที่จับได้ แต่ต้องถามด้วยว่า “หลังจากตำรวจทำงานทั้งหมดแล้ว ประชาชนปลอดภัยขึ้นหรือยัง?” เพราะท้ายที่สุด “ตัวเลขการทำงานเป็นของตำรวจ แต่ความรู้สึกปลอดภัยเป็นของประชาชน”
ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า การเข้ารับหน้าที่ต่อของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็นช่วงเวลาสำคัญ เพราะบิ๊กราญมีต้นทุนจากประสบการณ์ด้านงานปฏิบัติและการปราบปรามอาชญากรรมสิ่งที่อยากเห็นต่อจากนี้คือ การนำความแข็งแรงของตำรวจสายปฏิบัติมาเชื่อมกับ “พลังของประชาชน” จากความสามารถในการติดตามและปราบปรามเครือข่ายคนร้าย ควรเพิ่มอีกด้านหนึ่ง คือการสร้างเครือข่ายคนดี เชื่อมตำรวจเข้ากับภาคประชาชน และขยับจากการปราบปรามหลังเกิดเหตุ ไปสู่การป้องกันก่อนเกิดเหตุและเกิดขึ้นในยุคของบิ๊กต่ายที่ สภ.เมืองพัทยา โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงและดึงภาคประชาชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน
“บิ๊กราญไม่จำเป็นต้องเริ่มทุกอย่างใหม่ สิ่งที่ดีควรทำต่อ สิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์ควรทำให้ดีขึ้น และสิ่งที่ควรเปลี่ยนก็ต้องกล้าเปลี่ยน” โดยเฉพาะ “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” ที่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็นระบบต่อเนื่อง มีมาตรฐานการคัดเลือก การฝึกอบรม ขอบเขตหน้าที่ การกำกับดูแล และการประเมินจากชุมชน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นว่า อส.ตร. คือผู้ช่วยสร้างความปลอดภัย ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจแทนตำรวจ
ผศ.ดร.นพดล สรุปว่า หากจะมีสิ่งดีที่ควรถูกส่งต่อไปยังยุคบิ๊กราญ มีอย่างน้อย 5 เรื่อง 1.ตำรวจดีต้องได้รับการมองเห็น 2. ประชาชนต้องเป็นหุ้นส่วนตำรวจ ไม่ใช่เพียงผู้รับบริการ3.อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ต้องกลายเป็นระบบที่มีมาตรฐาน
4.ต้องวัดผลงานจากความปลอดภัยของประชาชน ไม่ใช่เพียงจำนวนการจับกุม และ 5.ตำรวจผิดต้องถูกตรวจสอบ ตำรวจดีต้องได้รับการปกป้อง และประชาชนต้องตรวจสอบองค์กรตำรวจได้
ผศ.ดร.นพดล กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อถึงวันที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ วางมือ คนอาจจำไม่ได้ว่าในยุคบิ๊กต่ายออกคำสั่งกี่ฉบับ จับผู้ต้องหาได้กี่คน หรือมีโครงการกี่โครงการ แต่ตำรวจชั้นผู้น้อยอาจจำได้ว่า “ตอนผมทำดี ผู้บัญชาการเห็นผม” และประชาชนบางคนอาจจำได้ว่า “วันที่ผมเดือดร้อน ตำรวจไม่ได้ทอดทิ้งผม” หากมีอีกสิ่งหนึ่งที่ควรถูกจดจำ คือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาใกล้ตำรวจมากขึ้น และทำให้แนวคิด “ตำรวจ–ประชาชน” กลายเป็นหุ้นส่วนในการดูแลความปลอดภัย
นี่คือสิ่งที่ควรถูกส่งต่อจาก “บิ๊กต่าย” ถึง “บิ๊กราญ” ไม่ใช่เพราะทุกอย่างในอดีตสมบูรณ์แบบ แต่เพราะ “องค์กรที่แข็งแรง ไม่ใช่องค์กรที่เริ่มใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนผู้นำ แต่คือองค์กรที่รู้ว่าสิ่งไหนดี แล้วทำให้สิ่งนั้นเดินหน้าต่อ”
สุดท้าย ความเชื่อมั่นของประชาชนไม่ได้เกิดจากการขอให้ประชาชนรักตำรวจไม่ได้เกิดจากคำขวัญไม่ได้เกิดจากภาพประชาสัมพันธ์ และไม่ได้เกิดจากตำแหน่ง แต่มันเกิดจากประสบการณ์จริงวันที่เดือดร้อนแล้วตำรวจมาช่วยเหลืออยู่เคียงข้างเขาได้ทันเวลา วันที่ตำรวจทำดีแล้วองค์กรเห็นวันที่ตำรวจทำผิดแล้วองค์กรไม่ปกป้อง และวันที่ประชาชนคนธรรมดารู้สึกว่า “ตำรวจไม่ได้ทำตัวอยู่เหนือเรา แต่ยืนอยู่ข้างเรา”
Advertisement