
วันที่ 10 สิงหาคม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. สั่งการ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร , พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช. ภ.7 , พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ภ.7 , พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน สนธิกำลังกว่า 200 นาย เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6” พูลวิลล่าเถื่อน ในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ออกหมายจับผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 45 ราย ออกหมายเรียกคนไทย 39 ราย ออกหมายค้น ตรวจค้น 15 จุด สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 13 ราย ประกอบด้วย ชาวอังกฤษ 3 ราย , อิตาลี 1 ราย , จีน 4 ราย , ฝรั่งเศส 1 ราย , เนเธอร์แลนด์ 1 ราย , ออสเตรีย 1 ราย , ฟิลิปปินส์ 1 ราย , อเมริกา 1 ราย
เป้าหมายในการตรวจค้นครั้งนี้ คือ โครงการ “เอ หัวหิน” ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวและพูลวิลล่าสไตล์โมเดิร์น ตั้งอยู่ที่ ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จว.ประจวบคีรีขันธ์ ราคาหลังละประมาณ 10 - 20 ล้านบาท ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทน เพื่อครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ในหมู่บ้านดังกล่าว จำนวน 6 บริษัท ดังนี้ 1.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 1 พบจำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินเตอร์ฯ, บริษัท บลูฯ, บริษัท โครฯ และบริษัท ฮัมมิ่งฯ และ 2.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 2 พบจำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอลฯ บริษัท คริสฯ
จากการสอบสวนบุคคลต่างด้าวให้การว่าต้องการครอบครองอสังหาริมทรัพย์และได้รับคำแนะนำจากบริษัททนายความ บริษัทบัญชี ให้เปิดบริษัทเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย จึงเชื่อว่าครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยถูกกฎหมาย ซึ่งบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการแต่อย่างใดสอดคล้องคำให้การของคนไทยที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทให้การว่าเป็นการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าวไม่เคยชำระค่าหุ้นไม่เคยบริหารจัดการบริษัทใดๆ มาก่อน อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นของบริษัท การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถอำพรางการถืกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจยึดเอกสารจดทะเบียนบริษัท เอกสารบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลไปยังบุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
สำหรับภาพรวมการกวาดล้างเครือข่ายนอมินีก่อนหน้านี้ ตำรวจดำเนินการมาแล้ว 5 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ชลบุรี ตรวจสอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 233 แปลง เนื้อที่กว่า 160 ไร่ มูลค่าประมาณ 2,539 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับรวม 133 หมาย และมีคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี
ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะเดินหน้าขยายผลปราบปรามขบวนการนอมินีและกลุ่มทุนต่างชาติที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ พร้อมตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ประชาชนที่พบเบาะแสการกระทำผิดของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง
Advertisement