
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) เปิดเผยว่า ได้กำชับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำโขงอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ มุกดาหาร และนครพนม ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าอาจเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำช่วงวันที่ 10-14 สิงหาคม 2569 พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่ให้พร้อมปฏิบัติงานทันทีหากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการรับมือภัยพิบัติคือ "การเตือนภัยให้ประชาชนรู้ก่อน" เพราะเมื่อประชาชนมีข้อมูลที่รวดเร็วและเพียงพอ จะสามารถเตรียมตัว ขนย้ายสิ่งของ และวางแผนการเดินทางหรือการดำเนินชีวิตได้อย่างทันท่วงที โดย ปภ. จะประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และหากพบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จะเร่งแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ ให้ครอบคลุมและรวดเร็วที่สุด รวมถึงการใช้ ระบบ Cell Broadcast เพื่อส่งข้อความแจ้งเตือนภัยตรงถึงโทรศัพท์มือถือของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ควบคู่กับการแจ้งเตือนผ่านจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และช่องทางสื่อสารของภาครัฐ
"เราไม่ได้รอให้เกิดน้ำท่วมแล้วจึงเข้าไปช่วยเหลือ แต่ต้อง เฝ้าระวัง เตือนภัย และเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ หากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ระบบแจ้งเตือนต้องทำงานให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีเวลาตั้งรับและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น" มท.3 กล่าว
นายเจเศรษฐ์ กล่าวถึงความสับสนของประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำว่า ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่เพิ่มสูงขึ้น กับสถานการณ์น้ำแล้งในบางพื้นที่เป็นคนละประเด็นกัน การที่แม่น้ำโขงมีระดับน้ำสูงขึ้นในช่วงนี้สะท้อนความเสี่ยงด้านน้ำหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำ ขณะที่สถานการณ์น้ำแล้งและปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่อื่นยังจำเป็นต้องติดตามและบริหารจัดการตามสภาพพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนยึดข้อมูลจากหน่วยงานราชการเป็นหลัก
สำหรับการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ ขณะนี้ ปภ. ได้ปฏิบัติภารกิจ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและสูบพร่องน้ำจากท่อระบายน้ำลงสู่ลำน้ำโขง ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและเตรียมพื้นที่รองรับหากมีฝนตกหนักซ้ำในช่วงคืนนี้ พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัยและเจ้าหน้าที่ให้สามารถเข้าดำเนินการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
"กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลให้ความสำคัญกับ การป้องกันก่อนเกิดเหตุและการเตือนภัยที่เข้าถึงประชาชน ทุกหน่วยต้องทำงานเชื่อมโยงกันตั้งแต่การเฝ้าระวัง ประเมินสถานการณ์ แจ้งเตือน ไปจนถึงการเข้าช่วยเหลือ และการฟื้นฟู โดยเป้าหมายสำคัญที่สุดคือให้ประชาชนปลอดภัยและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด" นายเจเศรษฐ์
Advertisement