
เมื่อวันที่ 28 ก.ค.69 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลแพทองธาร โพสต์ข้อความระบุว่า
“เมื่อท่านทูตจีนออกมาบอกว่า นายกไทยร้องเพลงเถียนมี่มี่ ในงานเลี้ยงกับนายกจีน ทำให้สัมพันธ์ไทย-จีนหวานชื่นผมก็ต้องยอมรับตามนั้น และยอมรับว่า ผมผิดเองที่ก่อนหน้านี้บอกว่าเพลงนี้เชย ไม่เหมาะสม รวมทั้งต้องขอโทษคุณอนุทินฯ มา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ต้องยอมรับว่า ผมพลาดเองที่ในตอนแรกไม่ทันอ่านแถลงการณ์การเยือนให้ละเอียดเสียก่อน ตรงข้อความในย่อหน้า 6 ที่ระบุว่า ไทยยอมรับว่า “ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ไม่อาจแบ่งแยกได้” ที่ไม่เคยมีรัฐบาลไทยชุดไหนไปไกลเท่านี้
ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่ถือนโยบายจีนเดียว ก็ไม่ได้ประกาศชัดเจนเช่นนี้ จึงสะท้อนว่า ไทยได้เลือกข้างเต็มตัว และมันอธิบายทุกอย่างไว้ในตัวเองหมดแล้ว
ซึ่งถ้าเป็นดังนี้ ย่อมไม่แปลกที่การไปเยือนครั้งนี้ จะทำให้ความสัมพันธ์รัฐบาลทั้งสองใกล้ชิดหวานชื่นยิ่งขึ้นไปอีก
แบบนี้ ต่อให้จะร้องเพลงไหนของไต้หวัน หรือร้องเพลงไต้หวันอีกเป็นสิบๆ เพลง ก็น่าจะหวานชื่นอยู่ดี ไม่มีปัญหา
แต่พอดีตอนนี้ ดูเหมือนปัญหามันมามีที่บ้านเราเอง ที่วันก่อนมี จนท. จากสถานทูตจีน โทรไปข่มขู่เอกชนไทยผู้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์ไต้หวัน ที่เขาจัดติดต่อมาหลายปีแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ หากทางสถานทูตจีนมีข้อกังวล ก็ควรแจ้งผ่านกระทรวงต่างประเทศไทย แต่ไม่ควรโทรไปต่อว่าเอกชนผู้จัดไทยโดยตรง อันเป็นมาตรฐานการดำเนินการทั่วไปทางการทูต
แล้วมาวันนี้ ก็เห็นข่าวสถานทูตจีน ออกประกาศเรียกร้องกรณีชาวจีนผู้หนึ่งที่มีเรื่องวิวาทกับ รปภ.ไทย
เรื่องนี้ เท่าที่ดู และจากประสบการณ์ของผม รู้สึกแปลกใจพอควร
ปกติเรื่องวิวาทเช่นนี้ ที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส หรือมีความเสียหายทางทรัพย์สินร้ายแรง มักถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวรายบุคคล และไม่มีสถานทูตประเทศไหนต้องออกมาประกาศเช่นนี้ ส่วนใหญ่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการกฏหมายภายในเอง (กลับกันผมก็เชื่อว่า ถ้ามีเรื่องแบบนี้ที่จีน สถานทูตไทยที่นั่นก็คงให้เป็นเรื่องว่าไปตามขั้นตอนกฏหมายเอง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว)
ทั้งนี้ ความเสียหายของชาวจีนในกรณีดังกล่าว น่าจะน้อยกว่าความเสียหายของคนไทยที่เกิดจากชาวจีนจำนวนไม่น้อย ที่เข้ามาทำผิดกฏหมายในไทย หลายต่อหลายเท่านัก
การต้องออกมาประกาศเรื่องนึ้ของสถานทูตจีน จึงแลดูค่อนข้างน่าแปลก และเชื่อว่าสถานทูตประเทศอื่นๆ ในไทย ก็น่าจะแปลกใจและจับตาดูเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
ในขณะที่ รมว.กต. ไทย ต้องรีบเร่งออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องนึ้ด้วยตัวเองทันที (ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องเช่นนี้น่าจะให้โฆษก กต. หรืออธิบดีกรมการกงสุลเป็นผู้ดูแลให้สัมภาษณ์ ก็น่าจะเพียงพอ)
ย่อมแสดงถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับจีนอย่างสูงยิ่ง แม้จะเป็นเรื่องที่โดยทั่วไปในโลก ไม่น่ามีใครเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น
แต่เมื่อมีการประกาศเรื่องนี้โดยสถานทูตจีนออกมา จะอย่างไรเสีย จะมากจะน้อย ย่อมคือการกดดันอย่างหนึ่งต่อทางการไทย
นึ่ขนาดแค่เรื่องคนทะเลาะวิวาทกัน ถ้าเกิดเรื่องใหญ่กว่านี้ น่าคิดว่าไทยจะโดนอะไรบ้าง? ในยุคแห่งความสัมพันธ์อันหวานชื่นนึ้?
ที่ควรเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดบนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกัน ต่างมีศักดิ์ศรี และไม่แทรกแซงหรือเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ไหม?
ท้ายนี้ ยังไงก็ขอโทษคุณอนุทินฯ อีกครั้งเรื่องเพลงเถียนมี่มี่ในบริบทความสัมพันธ์ไทย-จีนที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วในวันนี้
(แต่ผมยังแอบคิดว่า หากหมั่นซ้อมเพลงพระราชนิพนธ์เพื่อไปแสดงในวาระสำคัญต่างๆ ในต่างประเทศ น่าจะดีกว่าอยู่ดี)
และหวังด้วยว่า วันหนึ่งไม่ต้องตื่นขึ้นมาแล้วอ่านเจอถ้อยคำในแถลงการณ์ใดว่า ไทยเป็นมณฑลหนึ่งของใครนะครับ“
Advertisement