
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง กรณีที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ ครม.ปรับเพิ่ม 3 เงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อาทิ เกณฑ์ครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และกลุ่มนักศึกษานอกระบบ ว่า เป็นการคงไว้จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการอุทธรณ์ ซึ่งหากใครได้รับสิทธิ์ไหนก็จะยังคงได้รับสิทธิ์นั้นต่อไป และจะคงสิทธิ์ไว้จนถึงสิ้นเดือนกันยายน โดยกลุ่มที่คัดกรองใหม่มีถึง 80% ที่รับโครงการไทยทั่วไทยพลัส 60 : 40 อยู่แล้ว
ส่วนยอดผู้ที่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งตอนนี้ได้กว่า 9 คน ถ้าหากทบทวนใหม่จะมีจำนวนเท่าไหร่ นายภราดร ระบุว่า ตนยังไม่รู้ตัวเลข ต้องรอผลการอุทธรณ์ก่อนว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลผู้ที่สมควรได้รับการดูแล หรือ เป็นคนจนจริง ที่ต้องได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนผู้ที่นำชื่อคนจนไปสวมสิทธิ์ ไม่ว่าจะนำชื่อไปเป็นกรรมการบริษัท ทำบัญชีม้า หรือนำไปใช้ลดหย่อนภาษีในฐานะลูกจ้าง เรื่องนี้เมื่อกระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ เสร็จสิ้น ทางกระทรวงการคลัง ก็จะดำเนินการตรวจสอบในกลุ่มที่สวมสิทธิ์เหล่านี้ต่อไป
เมื่อถามย้ำว่า คาดว่าตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์จะถึงยอดเดิมกว่า 13 ล้านสิทธิ์หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่ได้มีการประเมินหรือวางเป้าไว้ ขึ้นอยู่กับผลการอุทธรณ์ โดยนายกรัฐมนตรี เคยย้ำว่าในเรื่องของจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ รวมถึงตัวเงินก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ รัฐบาลสามารถจัดสรรเงินมาดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆได้ แต่ที่มีกระบวนการทบทวนเพราะได้รับการร้องเรียนว่ามีผู้ที่ไม่ควรได้รับสิทธิ์จริงแต่กลับได้รับสิทธิ์ตรงนี้ หรือบางคนไม่เคยได้รับสิทธิ์ทั้งที่ควรได้รับวันนี้ก็มีการตรวจสอบ ฉะนั้นจึงอยากให้ความเป็นธรรม ซึ่งได้ยอดเพิ่มกลับมาถึง 2.3 ล้านคน จึงเป็นเหตุผลที่มีการสำรวจใหม่ทั้งหมด
เมื่อถามว่า จะมีการเปิดเผยรายชื่อกลุ่มบุคคลที่สวมสิทธิ์หรือไม่ เพราะขณะนี้เกิดความสับสนเนื่องจากคนที่ควรได้รับสิทธิ์ได้ร้องเรียน แต่บุคคลที่มีปัญหารัฐก็ยังไม่ได้ดำเนินการอะไร นายภราดร ย้ำว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการอุทธรณ์ ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีการไล่เช็คบิลทีหลัง เช่น คนที่นำชื่อไปลดหย่อนภาษีก็จะโดนไล่เช็คภาษีย้อนหลัง
เมื่อถามย้ำว่า พอเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็มีการทบทวนใหม่เรื่อยๆ และจะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่ นายภราดร ย้ำว่า นี่เป็นการอัพเดตข้อมูลมากกว่า เช่นเรื่องการถือครองรถ เพราะคนที่ถูกระบบแจ้งว่าไม่ผ่านเกณฑ์พอมีรถอยู่ 2 คันทั้งที่จริงรถเขาเป็นรถเก่า หรือไม่ได้ใช้งานแล้ว เพราะปัญหาของระบบประเทศนี้คือไม่ได้มีการอัปเดตข้อมูล จึงถือเป็นโอกาสรีวิวข้อมูลของประเทศ
Advertisement