
วันที่ 15 ก.ย. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ iLaw ระบุว่านายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพยานที่ 16/26 ซักทอดว่า นายภราดรเป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นกระบวนการฮั้วเลือก สว. ว่า ได้เห็นเรื่องนี้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ได้นำข้อมูลไปอภิปรายในสภา ช่วงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตนจึงได้ไปดูถ้อยคำ เห็นว่ามีพยานที่เรียกว่า 16 ในคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กลับคำให้การ
ซึ่งคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 ได้กล่าวหาว่าตน กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค และพรรคภูมิใจไทยมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้คิดค้นระบบ และมีการร่วมมือกับกรรมการบริหารพรรคทำให้กระบวนการนี้เกิดขึ้น ตนจึงขอถือโอกาสตอบอย่างตรงไปตรงมา ตนคงไม่ฉลาดขนาดที่จะไปคิดระบบในการทำให้ได้มาซึ่งสว.ทั้งหมดแบบนั้น
นายภราดร กล่าวต่อว่า เมื่อวานประธาน กกต. ได้พูดชัดเจนว่าคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 มีจริงและกล่าวหาจริง แต่เมื่อตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่นทั้งเรื่องของโปรแกรม หรือ แม้แต่กระบวนการจ้างให้ทำพยานหลักฐานอื่นไม่มี มีเพียงพยานหลักฐานที่ 16/26 เท่านั้น ทำให้สิ่งที่พยานได้ให้ปากคำไว้ไม่มีความเข้มแข็ง เพราะไม่มีหลักฐานอื่นมารองรับ ประกอบกับพยานที่ 16/26 กลับคำให้การยิ่งทำให้ กกต.ไม่เชื่อในคำให้การ พร้อมย้ำว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ฉลาดที่จะไปคิดค้นระบบขึ้นมาจนทำให้ได้มาซึ่ง สว. รวมถึงกรรมการบริหารพรรคและพรรคภูมิใจไทยก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสว.
ส่วนที่ iLaw ยังมีการเปิดเผยชื่อรัฐมนตรีอยู่จะมีการดำเนินการอย่างไรหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนเคยเรียกร้องมาตลอดว่าตนอยู่ในกติกา อยู่ในระบบ และยอมรับการตรวจสอบ พร้อมที่จะเดินหน้าสู่ศาลหาก กกต.มีมติในการที่จะส่งชื่อตนและกรรมการบริหารพรรคไปสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งตนได้ถามกลับด้วยว่าหากผลไม่เป็นไปตามที่มีคนกล่าวหา โดยปรารถนาที่ทำให้ตนและพรรคภูมิใจไทยต้องมีอันเป็นไป เมื่อองค์กรอิสระ หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบได้วินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่ตรงกับความต้องการจะเชื่อมั่นในกระบวนการ ตนคิดว่าวันนี้องค์กรอิสระได้ดำเนินการและทำหน้าที่บนข้อมูล รวมถึงหลักฐาน ไม่ใช่ยกฟ้องทั้งหมดแบบที่พยายามพูดกันเมื่อหลายเดือนที่แล้ว แต่กกต.ได้ส่งฟ้องไปถึง 77 คน หมายความว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำใดๆอย่างไร หลังจากนี้จึงเป็นเรื่องของ 77 คน ที่จะต้องนำพยานหลักฐานต่างๆไปต่อสู้ในศาล ดังนั้นเมื่อองค์กรอิสระวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วก็ควรต้องเคารพในกติกา และไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่นำมากล่าวอ้างในสำนวน
นอกจากนี้ นายภราดร ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ามีกระบวนการที่จะดิสเครดิตพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อต้องการล้มล้างพรรคภูมิใจไทยและนำไปสู่การยุบพรรคหรือไม่ เพราะจะเห็นได้ว่าในคำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 กล่าวหาหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และเลขาธิการพรรค เพราะเขารู้ว่าถ้ากรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งคนใดมีอันเป็นไป สิ่งที่จะตามมาคือนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเป้าปรารถนาสูงสุดของเขา
นายภราดร ย้ำว่า จุดเริ่มต้นจากเรื่องทั้งหมดมาจากพยานที่ 16/26 มีธงว่าทำอย่างไรก็ได้ ที่จะยุบพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างจึงเดินไปตามที่พยานที่ 16/26 ตั้งธงไว้แต่แรก แต่เมื่อพิสูจน์แล้วไม่มีพยานหลักฐานใดที่สอดคล้องจนทำให้คำให้การของพยานที่ 16/26 มีความเข้มแข็งจึงไม่สามารถดำเนินคดีใดๆได้
เมื่อถามว่า มองกรณีที่ นายเอกราช ให้การโดยพาดพิงถึงกรรมการบริหารพรรคเป็นการคับแค้นใจส่วนตัวหลังจากถูกขับพ้นออกจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่ทราบว่าพยานมีเจตนาอย่างไร แต่ด้วยสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ทำให้เชื่อได้ว่ามีกระบวนการทางการเมืองบางอย่างที่บีบคั้นบังคับขู่เข็นให้พยานที่ 16/26 ให้การดังกล่าว
เมื่อถามย้ำว่า จะไม่ดำเนินการฟ้องใช่หรือไม่ นายภราดร ระบุว่า เป็นเรื่องเก่าที่อยู่ในสำนวน ตนได้ยินเรื่องนี้มา 2 ปีแล้ว และได้มีการปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังได้บอกว่าเจตนาของพยานและคำให้การดังกล่าวของพยานเจตนาคืออะไร สถานการณ์การเมืองปี 2568 เป็นอย่างไร วัตถุประสงค์ปลายทางคือล้มล้าง และทำให้พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าไปสู่การยุบพรรค
ส่วนในนามพรรคจะมีการแจ้งความหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า คงต้อง ปรึกษากับทีมทนายและทีมกฎหมายของพรรค ซึ่งวันนี้ไม่ได้มีการประชุมพรรค แต่คงมีการพูดคุยนอกรอบกันว่าจะดำเนินการอย่างไร
Advertisement