
วันที่ 5 ก.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือ เพื่อขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย เงินได้พึงประเมิน ของ สส. 5 คน และปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่ามีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ตามความใน พรป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 114 หรือมาตราอื่น หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.12/2569 หน้า 11-12 ที่ระบุไว้ส่วนหนึ่งว่า “ทั้งนี้ การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวเป็นมาตรการในตรวจสอบและการป้องปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกกล่าวหาที่จะต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องโดยละเอียด ชัดเจน และครบถ้วนตามกฎหมาย การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่แสดงบัญชีธนาคารทั้งสองบัญชีตามคำร้อง จึงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้องด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน ผู้ถูกกล่าวหาจึงต้องพ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองแฝกนับแต่วันหยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ 29 กรกฎาคม 2568) และต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 81 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับเป็นความผิดตามมาตรา 167 ด้วย”
นายเรือไกร กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลบัญชีทรัพย์สินเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายร้อยคน ที่เว็บไซต์ ป.ป.ช. เปิดเผยไว้นั้น พบว่า ส่วนใหญ่ยื่นบัญชีไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน และไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งอาจต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป โดยวันนี้ มี สส. 5 ราย และปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1. นางสาว ภคมน หนุนอนันต์ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตามเลขรับที่ 704 วันที่ 18 มี.ค. 69 โดยระบุว่ามีรายได้ต่อปี 3 รายการ คือ เงินประจำตำแหน่ง 854,760 บาท เงินเพิ่ม 507,960 บาท ค่าเช่าอาคาร 120,000 บาท รวมรายได้ต่อปี 1,482,720 บาท แต่แจ้งเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1) – (8) จำนวน 1,290,455.48 บาท กรณี จึงมีข้อสังเกตอันควรตรวจสอบ นางสาว ภคมน หนุนอนันต์ ซึ่งเป็น สส. มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรตามที่กฎหมายกำหนด ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (9) ว่า นางสาว ภคมน หนุนอนันต์ ได้นำรายได้ค่าเช่าไปรวมเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กรมสรรพากร หรือไม่ หากไม่ได้เสีย จะเข้าข่ายมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 8 ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเอง หรือไม่ และข้อ 17 ฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 หรือไม่ (ขอให้นำบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ตามเลขรับที่ 035 วันที่ 10 ต.ค. 66 มาประกอบการตรวจสอบด้วย)
ข้อ 2. นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตามเลขรับที่ 930 วันที่ 1 เม.ย. 69 โดยระบุว่ามีรายได้ต่อปี 3 รายการ คือ รายได้ปี 2566 จำนวนเงิน 1,289,455.48 บาท รายได้ปี 2567 จำนวนเงิน 1,289,455.48 บาท และรายได้ปี 2568 จำนวนเงิน 1,289,455.48 บาท แต่รวมได้ต่อปีเป็นเงิน 1,289,455.48 บาท แต่ไม่มีหน้ารายจ่ายในเว็บไซต์ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบ กรณีดังกล่าว จึงมีเหตุอันควรสงสัยที่ควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่า การยื่นบัญชีรายได้ทั้งสามปีนั้น เป็นไปตามคู่มือการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ของสำนักงาน ป.ป.ช. เดือนกันยายน 2563 หรือไม่ มีการยื่นรายจ่ายรวมสามปี หรือไม่ และการรวมยอดรายได้ที่น่าจะไม่ถูกต้องนั้น จะเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความ อันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่
ข้อ 3. ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เตชถาวรเจริญ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตามเลขรับที่ 957 วันที่ 9 เม.ย. 69 โดยระบุด้วยลายมือไว้ส่วนหนึ่งในเอกสารที่แจ้ง ป.ป.ช. ดังนี้ ตำแหน่งเมื่อครั้งยื่นบัญชีเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตที่ 1 จังหวัดภูเก็ต วันที่เข้ารับตำแหน่ง 25 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งหรือคำสั่งแต่งตั้ง 25 ก.พ. 69 กรณีการระบุข้อความวันที่ 25 ก.พ. 69 ทั้งสองครั้งดังกล่าว เป็นการแจ้งข้อความวันเข้าดำรงตำแหน่งที่เกิดขึ้นหลังจากวันพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 68 ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ การแจ้งข้อความดังกล่าวที่ระบุด้วยลายมือไว้ถึงสองครั้งในเอกสารแผ่นเดียวกัน จึงอาจเข้าข่ายเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการตาม ป.อาญา ม.267 หรือไม่ และจะเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่
ข้อ 4. นางสาวชนก จันทาทอง ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตามเลขรับที่ 873 วันที่ 20 มี.ค. 69 โดยระบุว่ามีรายได้ต่อปี 2 รายการ คือ ค่าจ้าง จำนวนเงิน 1,289,455.48 บาท ขายคอนโด จำนวนเงิน 1,250,000 บาท และแจ้งบัญชีรายละเอียดประกอบรายการโรงเรือน จำนวน 1 หลัง คือ ห้องชุด แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ปลูกสร้างบนเอกสารสิทธิ์ เลขที่ 1223 ได้มาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2566 โดยการไถ่ถอน มูลค่าปัจจุบัน (โดยประมาณ) 500,000 บาท และเมื่อย้อนไปดูบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่น ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ตามเลขรับที่ 010 วันที่ 3 ต.ค. 66 พบว่า นางสาวชนก จันทาทอง แจ้งบัญชีรายละเอียดประกอบรายการโรงเรือน จำนวน 1 หลัง คือ ห้องชุด แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร ปลูกสร้างบนเอกสารสิทธิ์ เลขที่ 1223 ได้มาเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2566 โดยการไถ่ถอน มูลค่าปัจจุบัน (โดยประมาณ) 500,000 บาท เช่นกัน จากข้อเท็จจริงตามบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นางสาวชนก จันทาทอง มีห้องชุดเพียง 1 หลัง หรือไม่ หากมีห้องชุดเพียงหลังเดียว เมื่อแจ้งว่ามีรายได้จากการขายคอนโด จำนวนเงิน 1,250,000 บาท ไว้แล้ว ห้องชุดดังกล่าวจึงไม่ควรมีอยู่ในบัญชีรายละเอียดประกอบรายการโรงเรือน หรือไม่ แต่เมื่อยังมีการแจ้งห้องชุดอยู่ในกรณี พ้นจากตำแหน่ง สส. นั้น กรณี จึงมีเหตุอันควรสงสัยที่ควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่า การยังแจ้งมูลค่าทรัพย์สินที่เป็นห้องชุดดังกล่าวในคราวยื่นบัญชีกรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 69 นั้น จะเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่
ข้อ 5. นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ตามเลขรับที่ 760 วันที่ 23 มี.ค. 69 โดยระบุว่ามีรายได้ต่อปี 1 รายการ คือ เงินเดือน จำนวนเงิน 3,520,360 บาท ทั้งที่ควรจะแจ้งรายได้ของ สส. เพียงปีละ 1,362,720 บาท ซึ่งมาจากเงินประจำตำแหน่งต่อปี จำนวนเงิน 854,760 บาท และเงินเพิ่มต่อปี จำนวนเงิน 507,960 บาท กรณีที่แจ้งรายได้ 3,520,360 บาท ซึ่งอาจเกินไปกว่ายอด 1,362,720 บาท นั้น จึงมีเหตุอันควรสงสัยที่ควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบว่า การยื่นบัญชีรายได้ต่อปีดังกล่าวเกินความเป็นจริง หรือไม่ และไม่เป็นไปตามคู่มือการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ของสำนักงาน ป.ป.ช. เดือนกันยายน 2563 หรือไม่ นอกจากนี้ นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร ยังแจ้งรายจ่ายค่าผ่อนรถยนต์ จำนวน 10,300 บาท แต่ไม่มีหนี้ค่าผ่อนรถยนต์แจ้งไว้ในรายการหนี้สิน เมื่อย้อนไปดูบัญชีที่ยื่นกรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2566 ตามเลขรับ ป.ป.ช. ที่ 895 ลงวันที่ 19 ก.ย. 66 ซึ่งแจ้งหนี้สินรายการเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่นรวม 2 รายการ ดังนั้น จึงมีเหตุอันควรขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนางพิมพกาญจน์ พลสมัคร ว่าจะเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความ อันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่
ข้อ 6. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อยู่บ่อยครั้ง ในข่าวต่าง ๆ มีรูปนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ใส่นาฬิกาต่างกัน ทำให้ต้องย้อนไปดูบัญชีทรัพย์สินของนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ที่ได้ยื่นต่อ ป.ป.ช. กรณีทุกสามปีตลอดเวลาที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ประธานกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งในรายละเอียดประกอบรายการทรัพย์สินอื่น แจ้งนาฬิกาไว้ 1 เรือนไม่ระบุวัน/เดือน/ปี ที่ได้มา แสดงมูลค่า 100,000 บาท ดังนั้น จากการค้นใน Google พบรูปนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ที่ใส่นาฬิกา มีมากกว่า 1 เรือน (ตามภาพที่แนบ) กรณี จึงมีเหตุอันควรขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบนาฬิกาของนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ว่ามีทั้งหมดกี่เรือน ได้มาเมื่อใด มีหลักฐานการได้มา หรือไม่ และจะเข้าข่ายการแจ้งบัญชีที่อาจเข้าข่ายจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามความในมาตรา 114 หรือไม่
Advertisement