
(20 มิ.ย. 2569) ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี นายธีรกุล นิยม ผู้แทนพิเศษของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เปิดงาน "Sawasdee Seoul Thai Festival 2026" หรือ เทศกาลไทย ณ กรุงโซล ครั้งที่ 11 ภายใต้แนวคิด "Creative Life and Creative Heartbeat" หรือ "ชีวิตและพลังสร้างสรรค์" โดยมี นายควัก ซัง-ออน (Mr. Kwak Sang-eon) สมาชิกรัฐสภา สาธารณรัฐเกาหลี และผู้แทนต่างประเทศ รวมถึงคนไทยและเกาหลี เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
งานนี้จัดระหว่างวันที่ 20-21 มิ.ย. บริเวณ Cheonggye Plaza และพื้นที่โดยรอบคลองชองกเยชอน ภายใต้แนวคิด "Creative Life, Creative Heartbeat" ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ กำหนดให้เทศกาลไทยในต่างประเทศเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของยุทธศาสตร์ Rebranding Thailand เพื่อนำเสนอประเทศไทยในฐานะประเทศแห่งความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และนวัตกรรม (Innovation) พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยนำสินค้า บริการ และศักยภาพของประเทศก้าวจากระดับ Local สู่ Global โดยปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 100,000 คน ตลอด 2 วันของการจัดงาน
โดย นายธีรกุล กล่าวเปิดงานช่วงหนึ่งว่า ในนามของประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล และชุมชนไทยในเกาหลี ขอต้อนรับเข้าสู่เทศกาลไทย ณ กรุงโซล ครั้งที่ 11 Sawasdee Seol Thai Festival 2026 ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม "Creative life and Creative Heartbeat" หรือ "ชีวิตและพลังสร้างสรรค์" ที่สะท้อนพลังของผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันผ่านวัฒนธรรม อาหาร ดนตรี ศิลปะ และวิถีชีวิตร่วมสมัยของ 2 ประเทศ
นายธีรกุล กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่ได้กลับมาเยือนกรุงโซลอีกครั้ง หลังจากที่เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ช่วงปี 2552 ซึ่งไทยและเกาหลีมีความใกล้ชิด และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อย่างยาวนาน โดยในปี ค.ศ. 1391 หรือต้นศตวรรษที่ 14 ไทยหรือสยาม ได้แต่งตั้งคณะราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรี กับ Goryeo และมีการติดต่อระหว่าง 2 ฝ่ายอย่างต่อเนื่องตลอดมา จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1950 เกิดสงครามเกาหลี ไทยเป็นเพื่อนคนแรกในเอเชียที่ส่งทหารกองพันพยัคฆ์น้อย (Little Tiger) มาร่วมรบ ทำให้ไทยและเกาหลีมีความไว้เนื้อเชื่อใจ และความผูกพันกันในฐานะเพื่อนที่ดีอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้เกิดความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างกันในทุกมิติในปัจจุบัน
"การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันไม่ว่าจะผ่านทางอาหาร ดนตรี ศิลปะ การแสดง การท่องเที่ยว และการศึกษา ถือเป็นการเชื่อมโยงประชาชนให้มีความใกล้ชิดกัน มีความเข้าใจกัน ก่อให้เกิดทัศนะที่กว้างไกล ยอมรับนับถือในความหลายหลายทางวัฒนธรรม ทำให้ประชาชนต่างชาติต่างภาษาหรือความเชื่อ มีความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันโดยสันติ โดยหวังว่าการจัดงานนี้จะเป็นแรงจูงใจให้คนที่เคยเดินทางไปประเทศไทยมาแล้วกลับไปเยือนอีก ส่วนคนที่ยังไม่เคยไป ก็จะเป็นแรงบันดาลให้เกิดความสนใจเดินทางไปเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก" นายธีรกุล กล่าว
โดยภายในมีเวทีกลาง เพื่อแสดงวัฒนธรรมไทย เช่น โขน แห่กลองยาว รวมไปถึงการแสดงศิลปิน T-pop พร้อมขบวนพาเหรดวัฒนธรรมไทย (Cultural Parade) นิทรรศการชุดไทย Chud Thai exhibition ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันเข้าสู่บัญชีรายชื่อตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ร้านค้าโอทอป อาหารไทย สินค้าเกษตรไทย Wellness & Spa และมวยไทย
นอกจากนี้ภายในงานยังมี Innovation Zone เพื่อสะท้อนศักยภาพของสตาร์ทอัพไทย ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากผู้ประกอบการไทย โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA และต่อยอดจากการเปิดตัว Seoul-Thailand Startups and Innovation Space (STSIS) ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือด้านนวัตกรรมระหว่างไทยและเกาหลีใต้ จาก Soft Power สู่การทูตเศรษฐกิจ และการทูตวัฒนธรรมเชิงรุก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนพิธีเปิดงาน ผู้ร่วมงานได้ร่วมแต่งกายไว้ทุกข์ และยืนสงบนิ่ง เป็นเวลา 1 นาที เพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
Advertisement