
ในการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัด ทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โดยมีนนางสาวรักชนก ศรีนอก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.งบฯ และนายรังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะประธาน กมธ.กฎหมายฯ โดยมีวาระพิจารณาเรื่อง
โดยทันทีที่เริ่มต้นเปิดการประชุม นายวิทวัส ไตรสรณกุล สส. ศรีสะเกษพรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการได้สอบถามประธานในที่ประชุม ว่า ตนเองไม่ทราบเรื่องว่าจะมีการประชุมร่วมของ 2 กรรมาธิการ จึงอยากให้ชี้แจงว่า ที่เชิญ กมธ. กฎหมายมาร่วมประชุมด้วยเหตุผลอะไร ถ้าจะเชิญควรเชิญ กมธ.ศาลฯ หรือไม่ เพราะดูแลเรื่องกองทุน หรือจะเชิญกองทุนดิจิทัล ตนเองเกิดความไม่สบายใจ จะเชิญใครมาก็น่าจะปรึกษาหารือกันใน กมธ. ขออนุมัติ ขอความเห็น
ทำให้ นางสาวรักชนก ชี้แจงว่า ในการประชุม กมธ. สัปดาห์ที่แล้ว ได้มีหนังสือนัดประชุม และแจ้งว่าจะมีการประชุมร่วมกับ กมธ. การกฎหมาย ดังนั้น ขอให้กลับไปอ่านในหนังสือที่ส่งลงไปในกลุ่มไลน์ เชื่อว่าคนที่ได้อ่านกลุ่มไลน์ ก็ทราบการแจ้งล่วงหน้าแล้ว และทุกครั้ง ที่มีการประชุมได้ให้ฝ่ายเลขาแจ้งส่วนตัวกับ กมธ. ทุกคนอยู่แล้ว
นายวิทวัส ถามต่อว่า เหตุผลที่เชิญ กมธ. กฎหมายมา เพราะเหตุผลใด นางสาวรักชนก ชี้แจงว่า มีประชาชนมายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กมธ. การกฎหมายฯ เรื่อง TH- AI Passport
จากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนเอง ไม่ทราบว่ามีการหารือใน กมธ. ก่อนหรือไม่ ว่าจะมีการประชุม 2 คณะ และได้พยายามสอบถามกับเจ้าหน้าที่สภา ก็ทราบว่าประธานสองคณะไปหารือกันหลังบ้าน และไม่ได้มีมติออกมาชัดว่าจะรับเรื่อง จึงขอถามว่า เป็นหน้าที่อำนาจของ กมธ. การกฎหมายฯ หรือไม่ ตนไม่ได้ว่าว่าไม่มีสิทธิจะยื่น แต่ต้องยื่นเรื่องไปให้กรรมาธิการที่มีหน้าที่โดยตรง เช่น อยากเห็นว่าทุจริตก็ไปยื่น กมธ. ป.ป.ช. หรือ กมธ. ติดตามงบ แต่ก็กมธ. การกฎหมาย ไม่ควรจะเอื้อมมือเข้าไปรับในเรื่องที่ไม่ควรจะรับ อย่าไปบอกว่าทุกเรื่องเป็นเรื่องกฎหมาย และบอกว่าเราต้องดำเนินการ ตนไม่เห็นด้วย ซึ่งการดำเนินการของกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ต้องยึดหลักตามข้อบังคับ หน้าที่อำนาจของเราคือเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมาย รวมถึงบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้มีหน้าที่จนถึงต้องไปตรวจสอบว่า TOR ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง และกรณีนี้หากเราไม่มีอำนาจ จะเดินหน้าต่อไปใช่หรือไม่ เพราะเกรงว่า ถ้าเราทำ เราเป็น สส. เป็น กมธ. หากทำผิดข้อบังคับ จะผิดประมวลจริยธรรมหรือไม่
"ผมเข้าใจวันนี้ เป็นที่สนใจของประชาชน ผมไม่ได้ต้องการจะปิดข้อเท็จจริง ปิดปาก แต่ควรจะให้กรรมาธิการ ที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น กมธ. ติดตามงบฯ ย้ำว่าการทำหน้าที่ใน กมธ. ติดตามงบฯ เราสลายความเป็นเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ผมยืนหลักนั้นอยู่" นายศุภชัย กล่าว
ด้าน นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส. สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวท้วงอีกว่า เราเป็น กมธ. กฎหมาย เราเคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับในการประชุม ซึ่งวันนี้ตนเองเกิดความสงสัยคล้ายกับนายศุภชัย ว่าการประชุมร่วมครั้งนี้ ปฏิบัติตามข้อบังคับหรือไม่ เพราะตามข้อบังคับข้อที่ 90 การประชุมร่วมกันจะเป็นกี่คณะ ทุกวันศุกร์จะต้องยื่นไปที่ประธานสภาเพื่อพิจารณาว่าให้มีการประชุมร่วมกันหลายคณะหรือไม่ หากเป็นเรื่องเดียวกันตนเองก็พยายามสอบถามเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่าก็ไม่ค่อยชัดเจนว่ามีการยื่นหรือไม่อย่างไร
นายณัฐวุฒิ มองว่า การพิจารณาโครงการ TH - AI Passport เป็นอำนาจหน้าที่ของกมธ. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งตนเองก็ทราบว่ามีการยื่นเรื่องเช่นเดียวกันนี้ เข้าไปสู่กรรมาธิการชุดที่แล้ว และบรรจุระเบียบวาระว่าจะประชุม ดังนั้น ทำไมไม่ผนวกรวมให้เป็น 3 คณะเลย ปลัดกระทรวงดีอี จะได้ไม่ต้องมาประชุมทุกสัปดาห์ให้เสียเวลาปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น ตนเองเห็นด้วยว่าเราพยายามซักฟอกโครงการนี้ ทั้งซักแห้ง ซักเปียกซักในร้าน มันสะอาดจนไม่รู้จะให้มันสะอาดขนาดไหน จึงขอความชัดเจนด้วยว่าได้ปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบหรือไม่
ทำให้นายรังสิมันต์ ชี้แจงว่า มีการตกลงกันว่าจะประชุมกันในวันพฤหัสบดี ซึ่งเราตกลงกันดีว่าจะมีการประชุมตอนบ่าย โดยที่ผ่านมาก็มีการประชุมช่วงบ่ายจริง ที่ผ่านมาตนเองเคารพข้อตกลง โดยเรามีเรื่องร้องเรียนเยอะมาก ดังนั้น หากเราไม่ขยันทำงานตอนนี้ คิดว่าเราทำงานไม่ผ่านกับความคาดหวังของประชาชน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตนเองต้องบรรจุวาระเพิ่มเติม กรอบอำนาจหน้าที่ของกมธ. ตนไม่ปฏิเสธว่าตามข้อบังคับข้อที่ 90 (1) เขียนกรอบอำนาจหน้าที่ไว้กว้าง ๆ ซึ่งทุกคนที่เคยเป็น สส. มา น่าจะทราบดีว่า กมธ. การกฎหมายฯ มีกรอบอำนาจหน้าที่ค่อนข้างกว้าง ตนเองไม่จำเป็นต้องมาอ่านข้อบังคับให้ฟัง แต่หากดูในหนังสือเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 69 ที่มีการร้องเรียนต่อ กมธ. การกฎหมายฯ คือการให้ตรวจสอบกระบวนการข้อทางกฎหมาย และการยุติธรรมโครงการดังกล่าว โดยในกรอบการรับเรื่องร้องเรียน ตนเองใช้อำนาจประธานกมธในการพิจารณาแล้วว่าเรื่องนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ที่เราสามารถทำได้ ดังนั้น ประกอบกับบรรทัดฐานที่ผ่านมาในหลายกรณี ตนเองไม่ใช่เคยอยู่กับกฎหมายเป็นครั้งแรกเคยผ่านมาแล้วหลายรอบ และผ่านมาหลายประธาน กมธ. ทราบดีว่าเราสามารถพิจารณาเรื่องเหล่านี้ได้
ส่วนทำไมถึงต้องพิจารณาร่วมนั้น นายรังสิมันต์ ระบุว่า เพราะเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานชี้แจง ซึ่งกมธ. ฎหมาย และกมธ. ติดตามงบ ได้มีการกำหนดวันพิจารณาในช่วงเวลาเดียวกัน ดูหนังสือที่ออกวันที่ 5 มิ.ย. ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันตามข้อบังคับเมื่อเป็นช่วงเวลาเดียวกัน จึงต้องพิจารณาควบคู่กันไปที่ เพราะกมธ. อว. ไม่ได้อยู่ในนี้ เพราะไปพิจารณาวันอื่น ดังนั้น ในข้อบังคับต้องมีการพูดคุยกัน ตนเองมีการหารือกับนางสาวรักชนกหลังบ้าน แต่กระบวนการในการดำเนินการ ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะการถามเท่านั้น ฝ่ายเลขาฯ จะต้องมีการหารือกัน มีผอ. คอยพิจารณา เพื่อให้เรื่องสอดรับการกระบวนการเหล่านั้น เป็นกระบวนการที่มีการดำเนินการ ดังนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องความชอบ หรือไม่ด้วยข้อบังคับ เพราะชอบแน่นอน แต่ตนเองพร้อมรับในเรื่องต่าง ๆ และยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดเป็นไปโดยชอบตามข้อบังคับ และกระบวนการในนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ชี้แจงจะได้ไม่ต้องเข้ามาหลายครั้ง
ขณะที่นายปิยรัตน์ จงเทพ ชี้แจงว่า ตนเองได้อ่านรายละเอียดผู้ร้องติดตามโครงการนี้ รู้สึกว่าหากถามแบบตรง ๆ โดยรัฐธรรมนูญก็ให้อำนาจ กมธ. พอสมควร แม้แต่ข้อบังคับ เมื่อไปดูในรายละเอียด หากจะพิจารณาก็มีประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะโครงการนี้ มีการเก็บอัตลักษณ์ข้อมูลประชาชน ดังนั้น เมื่อมีการเก็บข้อมูล ความมั่นใจของประชาชนว่าข้อมูลจะหลุดรั่วหรือไม่ จะมีการปล่อยข้อมูลไปสู่สาธารณะหรือไม่ ไม่ปลอดภัยอย่างไร ก็มีสิทธิในการดำเนินการ จึงคิดว่าเรื่องนี้เข้าองค์ประกอบ และบทบาทหน้าที่ของกมธ.
ทำให้นายศุภชัย กล่าวอีกว่า แม้จะเขียนมาว่าสามารถให้กมธ. ดำเนินการต่อไปได้นั้น แต่ตนเองคิดว่าเรื่องที่เสนอมา ไม่ใช่หน้าที่อำนาจของ กมธ. การกฎหมายฯ และตนไม่เห็นว่าเรื่องนี้เราควรจะรับเข้ามา ขณะที่ประเด็นของการรับเรื่องเข้ามานั้นประธานมีอำนาจหารือกัน ตนเองว่ามันมีขั้นตอนตามวิธีปฏิบัติของสภา ว่าหากมีประเด็นข้อสงสัย ต้องไม่มีการชี้ขาด ตนเองว่าก่อนการพิจารณาเรื่องนี้ ควรจะต้องเสนอให้ประธานสภาชี้ขาด ว่าอยู่ในอำนาจของใคร เราอย่าพึ่งสรุป เรื่องนี้ผิดหลัก และไม่อยากให้เป็นผลไม้พิษ ที่ติดอยู่กับ กมธ. การกฎหมายฯ เป็นผลไม้เป็นพิษไปถึงต้น ไปถึงดอก ดังนั้น หากจากพิจารณาตรงนี้ ให้คณะกรรมาธิการติดตามงบ หากประธานมีมติให้พิจารณา ก็พิจารณาเรื่องนี้ได้ แต่ตอนนี้ไม่เห็นด้วย
“ผมไม่ได้ห้าม ไม่ได้คัดค้านในการที่จะเอาความจริงเข้ามาสู่การพิจารณา แต่ตนเองถือเรื่องหลักการการดูระเบียบ ข้อบังคับ ไม่ได้เป็นการขัดขวางการพิจารณาเรื่องนี้” นายศุภชัย กล่าว
ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวย้ำว่า อยากให้ประธานสภาตรวจสอบ และแจ้งให้ กมธ. ที่เกี่ยวข้องทราบ ไม่อยากให้ดำเนินการผิดข้อบังคับ
นางสาวรักชนก กล่าวว่า จากการอ้างว่า เป็นอำนาจประธานสภาพิจารณาเรื่องนี้ ตนเองเข้าใจว่าเรื่องการคัดแยกเรื่องว่าซ้ำซ้อนหรือไม่ ตนต้องขอขอบคุณนายวิทวัส ไตรสรณกุล นายศุภชัย ใจสมุทร นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย ที่ขยันขันแข็งในการตรวจละเอียดถึงข้อบังคับการประชุมว่าเราสามารถพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปได้ ดังนั้น ขอให้ฝ่ายเลขานำเอกสารขึ้นชี้แจงว่าเราสามารถประชุมร่วมกันได้
ทำให้นายณัฐวุฒิ ทักท้วงว่า รู้สึกเหมือนว่าประธานจะเสียดสี นางสาวรักชนก จึงถามว่า "คำไหนคะ" แต่นายณัฐวุฒิ ไม่ได้ตอบ และกล่าวว่า “ยังมี กมธ. อว. ทำไมไม่ไปปรึกษา ทำไมถึงปรึกษาแต่ กมธ. เฉพาะพรรคประชาชนมา ท่านเอ่ยชื่อพรรคแบบนี้ ท่านตั้งใจจะทำอะไร ท่านทำอะไรกันอยู่พรรคประชาชน คุยกันสองคน” จากนั้น นางสาวรักชนก จึงกล่าวแย้งว่า “ท่านคุมสติก่อนนะคะ”
ทำให้นายศุภชัย ยังคงทักท้วงประธานในที่ประชุมอย่างต่อเนื่อง จนนายรังสิมันต์ ต้องกดปิดไมค์ถึง 2 ครั้ง เนื่องจากนายศุภชัย ไม่ยอมหยุด และกล่าวว่า ตนพยายามรักษาบรรยากาศการประชุม และอยากให้ทุกคนดูเอกสาร ที่แสดงให้เห็นว่าการประชุมร่วม สามารถทำได้เพราะทำตามข้อบังคับ ตามกระบวนการ ตนคิดว่าไม่มีใครไปฝ่าฝืนข้อบังคับแน่ ๆ และการประชุมร่วมไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ในสภาชุดที่แล้ว ก็เคยมีการประชุมร่วม อยากให้สบายใจว่าเราไม่ได้กระทำอะไรที่เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ตน รับฟังเรื่องการท้วงติงต่าง ๆ แต่วันนี้เรามีวาระการประชุมชัดเจน ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นเรื่องของวาระการถกเถียง ว่า เราประชุมร่วมกรรมาธิการกันได้หรือไม่
นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของ กมธ. กฎหมาย และขอทักท้วงการประชุมของกมธ. กฎหมาย และหากคิดว่าจะประชุมต่อ โดยมีอำนาจก็ว่าไป แต่ตนเองไม่มีอำนาจเท่าประธาน แต่อยากให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน และใครที่เห็นด้วยกับตนเอง คิดว่าการประชุมวันนี้ กมธ. กฎหมายไม่มีหน้าที่อำนาจในการพิจารณา ก็ให้บันทึกไว้ด้วยก็ได้ และขอให้ที่ประชุมบันทึกในส่วนของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมยังคงมีการทักท้วงจาก นายณัฐวุฒิ และนายวิทวัส ว่าไม่สามารถประชุมร่วมกันได้ และฝากย้ำว่าให้ส่งเรื่องไปให้ประธานสภาพิจารณาให้มีมติชี้ขาดก่อนจะประชุม
จากนั้น นางสาวรัชนก ได้ชี้แจงถึงหนังสือความเชื่อมโยงว่า สามารถนัดประชุมในวันเดียวกันได้ ขณะที่นายสนธิยา สวัสดี ได้สอบถามนางสาวรักชนก ว่า ที่โพสต์ข้อความในเฟสบุ๊ค คำว่าจุ้นคืออะไร และคำว่า เผลอเตะชามข้าวหมา หมายความอย่างไร กรณีคำว่าจุ้น หมายถึงตนเองหรือไม่ เพราะมีการเชิญตนเองเข้าร่วมประชุมด้วย
จากนั้น นางสาวรักชนก จึงตอบว่า เข้าใจว่าคำว่าจุ้นเป็นพาดหัวข่าว ต้องไปทำหนังสือถามสำนักข่าว ไม่ทราบว่าพาดหัวข่าวอย่างไร ก่อนที่จะให้ปลัดกระทรวงชี้แจงถึงวาระการประชุม แต่นายสนธิยา ยังแย้งว่า หากให้ตามไปถามสำนักข่าว ตนเองขอไม่เข้าร่วมการประชุม ทำให้ นางสาวรัชนก ผายมือ และกล่าวว่า “เชิญค่ะ ประตูอยู่ด้านนี้” และเข้าสู่วาระการประชุม ทำให้ที่ประชุมถกเถียงการกันก่อนจะเข้าวาระมากกว่า 30 นาที
Advertisement