
11มิ.ย. 69 ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ คมจ ๒/๒๕๖๘ หมายเลขแดงที่ คมจ ๓/๒๕๖๙ ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง กับนายศุภชัย โพธิ์สุ ผู้คัดค้าน คดีนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๘ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขณะดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ ๔ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ ต่อเนื่องกัน ซึ่งเป็นขณะที่มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑
มีผลใช้บังคับ ผู้คัดค้านยึดถือ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม รวม ๔๐ ใบจอง เนื้อที่ ๒๒๐ ไร่ มูลค่าประมาณ ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ผู้คัดค้านเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ เรื่อยมา โดยผู้คัดค้านไม่ได้เป็นบุคคลที่ได้รับใบจอง (น.ส. ๒) และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอให้พิพากษาว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปี
ผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ นั้น ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดนครพนม วาระที่ ๔ จึงมิใช่กรณีที่ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกินห้าปีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๕ (๓) ทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ตั้งแต่ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนมวาระที่ ๑ ถึงวาระที่ ๔ รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองนั้น
ผู้คัดค้านยังคงถือครองที่ดินตลอดมาจนกระทั่งมีการกล่าวหาผู้คัดค้าน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา จึงเป็นการดำเนินการภายในระยะเวลาที่ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมือง มิใช่กรณีเป็นเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกินสิบปีนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหาตามมาตรา ๕๕ (๑) นอกจากนี้มาตรา ๕๑ วรรคหก เป็นเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอำนาจในการไต่สวน ฉะนั้น แม้ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ หรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าแม้ขณะที่ซื้อที่ดินตามคำร้อง ผู้คัดค้านเป็นเพียงราษฎรซึ่งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่พฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านซื้อที่ดินของรัฐจำนวนมากถึง ๒๒๐ ไร่ มาเป็นของตนเอง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวอยู่ในโครงการจัดที่ดินเพื่อประชาชนซึ่งมีเจตนารมณ์ของการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และไม่ตรงไปตรงมา การซื้อขายที่ดินทั้ง ๔๐ แปลง
ซึ่งมีข้อห้ามกำหนดห้ามโอน ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๕๐ และเมื่อปรากฏว่าผู้มีชื่อตามใบจองละทิ้งที่ดินและได้ดำเนินการจำหน่ายสิทธิในที่ดินและใบจองแล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินกลับเป็นที่ดินของรัฐ หาได้แปลความว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองอยู่โดยไม่ได้มีชื่อตรงตามใบจอง จะมีสิทธินำเดินสำรวจออกโฉนดได้ทันที แต่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเสียใหม่โดยนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติพิจารณาอนุมัติการวางแผนการถือครองที่ดินต่อไป ไม่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้พื้นที่ป่าดงพะทาย ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน เป็นพื้นที่ออกเดินสำรวจ จึงไม่มีการดำเนินการของกรมที่ดินหรือจังหวัดนครพนมที่ทำให้นิติกรรมการซื้อขายที่เป็นโมฆะแล้วกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง
การที่ผู้คัดค้านครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา จึงเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้คัดค้านย่อมตระหนักว่าตนเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จำต้องดำรงไว้ซึ่งจริยธรรม อันเป็นหลักการและเหตุผลให้ต้องมีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับ แต่ผู้คัดค้านยังยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการครอบครองที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ นอกจากเป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่นเข้าทำประโยชน์แล้ว
ผู้คัดค้านยังก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเอง แทนที่ผลประโยชน์จะเกิดแก่ราษฎรตามเจตนารมณ์ของการจัดที่ดิน การครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐตามระเบียบและกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แม้ภายหลังผู้คัดค้านมีหนังสือขอสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำนวน ๓๙ แปลง ก็ตาม แต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ถูกกล่าวหา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว การกระทำของผู้คัดค้าน จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามคำร้อง
พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๓๕ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๘๗ และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. ๒๕๖๑ ข้อ ๗ ประกอบข้อ ๓ และข้อ ๒๗ วรรคหนึ่ง และข้อ ๑๗ ประกอบข้อ ๒๗ วรรคสอง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา
Advertisement