
วันนี้ ( 10 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรภูฏาน (Thailand–Bhutan Free Trade Agreement: FTA) ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา
ให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 178 พร้อมเตรียมดำเนินมาตรการรองรับเพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับตามเป้าหมายภายในวันที่ 1 มกราคม 2570
รองโฆษกฯ กล่าวว่า ความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน เป็นความตกลงฉบับแรกระหว่างไทยกับภูฏาน ครอบคลุม 10 บท และ 4 ภาคผนวก โดยมีเป้าหมาย
เพื่อเปิดเสรีและอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคทางการค้า ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ ตลอดจนสร้างกติกาทางการค้าที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ ความตกลงฉบับปรับปรุง
ยังครอบคลุมเขตบริหารพิเศษเมืองแห่งสติเกเลฟู (Gelephu Mindfulness City: GMC) ของภูฏาน ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่กำลังได้รับการพัฒนา
สำหรับการเปิดตลาดสินค้า ภูฏานจะยกเว้นอากรศุลกากรให้สินค้าไทยในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 99.8 ของรายการสินค้าทั้งหมด ขณะที่ไทยเปิดตลาดให้ภูฏานร้อยละ 94 ของรายการสินค้า โดยสินค้าที่ไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์จากการส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและอาหาร เช่น ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยจะมีแหล่งวัตถุดิบทางเลือกเพิ่มขึ้นจากภูฏาน อาทิ แร่ธาตุ ถั่งเช่า เห็ดมัตสึทาเกะ และผลไม้เมืองหนาว เช่น แอปเปิล
นางสาวลลิดา กล่าวว่า จากการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ คาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.02–0.03 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 4,130–4,340 ล้านบาท การส่งออกไทยไปภูฏานเพิ่มขึ้นร้อยละ 229–266 หรือประมาณ 12,355–14,385 ล้านบาท และการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.05–0.06 หรือประมาณ 1,785–1,990 ล้านบาท
แม้รัฐจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บอากรศุลกากรประมาณ 215,696 บาทต่อปี แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ไทยจะได้รับมีมูลค่าสูงกว่ามาก
“ความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดส่งออกของไทยไปยังเอเชียใต้ สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและประชาชนไทยในอนาคต” นางสาวลลิดา กล่าว
Advertisement