
(28 พ.ค. 2569) เวลา 07.35 น. ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายอนุชา บูรพชัยศรี ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต โดยมีแกนนำ และผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ในฐานะกำกับดูแลพื้นที่ กทม. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค
ทั้งนี้ นายอนุชา และคณะ เดินทางมาด้วยรถบัส โดยเมื่อมาถึงอาคารไอราวัตพัฒนา ได้ทุกทายสื่อมวลชน พร้อมชูกำปั้น ก่อนจะตะโกน "ประชาธิปัตย์ สู้"
นายอนุชา เปิดเผยว่า ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย ผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต เรามาเพื่อเตรียมตัวที่จะสมัครทั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร โดยมีนายอภิสิทธิ์ นำทีมมา พร้อมคณะ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่าการที่เรามาตอนนี้ เรามีความพร้อมในการที่จะมานำเสนอนโยบาย เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความหวัง ในการที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นมากกว่านี้ได้
เมื่อถามถึงความมั่นใจในฐานเสียงและการเรียกความเชื่อมั่นของคน กทม. ให้กลับมานั้น นายอนุชา ระบุว่า จากปัจจุบันที่ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์กลับมาทำหน้าที่ เพื่อนำเสนอนโยบายต่างๆ และการทำการเมืองแบบสุจริต ฉะนั้นเราได้นำเสนอในหลายๆ นโยบาย ซึ่งได้ลงไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชน รวมถึงผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ก็ได้ลงไปรับฟังปัญหา จึงได้เป็นที่มาของการนำเสนอนโยบาย 5 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ผู้คนเดินทางได้สะดวก ทำให้เมืองสะอาด และการที่ทำให้กรุงเทพมหานครมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สบาย รวมถึงการทำให้เศรษฐกิจให้ทุกคนมีรายได้ที่ดีขึ้น และการบริหารราชการแผ่นดินทั้งในระดับชาติ ที่มีสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบอยู่ในขณะนี้ ในฐานะพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ในส่วนท้องถิ่น ถ้าเรามีโอกาสได้รับเลือกเข้าไปในสภากรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร การทำงานจะต้องสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดทุกเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราได้นำเสนอให้ประชาชนพิจารณาในครั้งนี้
ส่วนที่กรุงเทพฯ ยังมีจุดอ่อนคือ ปัญหาคอร์รัปชัน พรรคประชาธิปัตย์จะนำกลไกใดมาตรวจสอบ นายอนุชา กล่าวว่า เรื่องแรกที่จะต้องทำคือข้อมูลข่าวสารที่จะต้องเปิดกว้าง ดาต้าเบสข้อมูลทั้งหมดที่มี ประชาธิปัตย์ที่เป็นการจัดซื้อจัดจ้าง เราก็จะเปิดให้พี่น้องประชาชนได้เห็นภาพ รวมถึงตอนนี้เรามีแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลข่าวสารที่เราประมวล และเห็นได้ถึงความผิดปกติหรือความไม่โปร่งใสที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนตรงไหนอย่างไรบ้าง ซึ่ง ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เล็งเห็นตรงนี้ และยินดีที่จะเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ให้เป็นสาธารณะ และประชาชนเข้าถึงได้ง่าย โดยไม่มีการปิดบังทั้งสิ้น
นายอนุชา กล่าวต่อว่า แอปส่องรัฐ เป็นเพียงแพลตฟอร์มหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลข่าวสารทั้งหมดที่กทม. มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัญญาที่จะต้องเปิดเผยรายละเอียดต่างๆ ให้เห็นถึงเนื้อหาที่เป็นไปตามกฎหมาย หากทำได้ เราก็จะให้ประชาชนได้เห็นถึงที่มาที่ไป รวมถึงเรื่องของการประมูล ซึ่งที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็แล้วแต่ ในอนาคตก็จะต้องทำให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม และเชื่อมั่นว่าเป็นไปด้วยความถูกต้อง ถูกระเบียบ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างแน่นอน
เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรค นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนถือว่าการอาสาตัวมารับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ เป็นหน้าที่ที่สำคัญของพรรค และสิ่งที่อยากบอกกับพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ว่า ทุกองคาพยพของพรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะมาสนับสนุนงาน เพราะปัญหาของพี่น้องชาวกรุงเทพฯ นั้นพันกับปัญหาระดับชาติเกือบทั้งสิ้น การจะเดินหน้าทำให้กรุงเทพฯ เป็นไปได้มากกว่านี้หรือที่เป็นอยู่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยกลไกทุกระดับ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในเรื่องของนโยบาย และบุคลากร เราตั้งใจให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ ใช้โอกาสของการเลือกตั้งครั้งนี้ลองทบทวนดูว่า อนาคตของเมืองหลวง และประเทศไทย ควรไปในทุศทางไหนอย่างไร
อีกทั้ง เราได้ไปทบทวนในเรื่องการเดินทางสะดวก โดยการไปทบทวนเรื่องการขนส่งมวลชนทั้งหมด รวมถึงเรื่องของเมืองสะอาด ทั้งมลพิษ และสิ่งแวดล้อม และทิศทางของประเทศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจสีเขียว และยังมีชีวิตสบาย เช่น สังคมสูงวัย จะต้องมีการดูแลคุณภาพชีวิตของคนที่จะเป็นจำนวนมากในเมืองขณะนี้ รายได้ของชาวกรุงเทพฯ จะต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ และทุกอย่างต้องตรวจสอบได้ ซึ่งเราก็เชื่อว่าในที่สุด เรื่องของสังคมสุจริต บ้านเมืองสุจริต การเมืองสุจริต กรุงเทพฯ สุจริต คือหัวใจของการผลักดันให้ประเทศเดินไปข้างหน้า
ส่วนการวางเป้าผู้ว่าฯ และ ส.ก. ต้องได้จำนวนเท่าไหร่นั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ต้องได้มากกว่าคนอื่นสัก 1 คะแนนก็พอ
Advertisement