
(27 พ.ค. 2569) ที่อิมแพค ชาเลนเจอร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าพบ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้พูดคุยเรื่องกัมพูชา ซึ่งมีท่าทีอย่างไร ว่า "ดีครับ" เราได้หารืออธิบายชี้แจง ในส่วนที่นานาประเทศสังสัย ไม่ใช่เพียงแค่ตัว ประธานาธิบดีมาครง อย่างเดียว แต่เราได้ชี้แจงและหารือกับยูเนสโกในหลายๆ ประเด็น
ส่วนที่ทางกัมพูชามีการขอแผนที่จากฝรั่งเศสนั้น นายอนุทิน ระบุว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ไทยก็มีระบบที่เรายึดถืออยู่แล้ว จะขอจากใครไม่ได้มีความหมายอะไร เรามีข้อสรุปในระดับหนึ่งแล้ว ว่าจะยึดถืออย่างไรหาก 1:50,000 ไม่ได้ 1:200,000 ยิ่งไม่มีแล้ว และหากยังใช้ 1:200,000 ก็ไม่ต้องมาคุยกับประเทศไทย ส่วนอัตรา 1:50,000 ใช้ได้กับบางจุดบางพื้นที่ และหากพื้นที่ตรงไหนมีข้อสงสัยก็ให้ใช้ไลดาร์ ทั้งนี้ขออย่าถามในรายละเอียด ซึ่งตนขอพูดในหลักการไว้ก่อน ส่วนรายละเอียดต้องมีการแถลงอีกครั้ง
เมื่อถามถึงกรณีมรดกโลก ที่กัมพูชามีการร้องขอให้เข้ามาตรวจสอบความเสียหาย ทางยูเนสโกมีการให้ข้อมูลอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เขาให้ข้อมูลดี เราจึงได้มีการชี้แจงและได้ให้เสนอไปว่า เมื่อมาแล้วก็อยากให้มาทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากห่างกันเพียงไม่กี่กิโลเมตร ซึ่งเราพร้อมจัดให้มีการสำรวจเพื่อให้สิ้นข้อเคลือบแคลงสงสัย
เมื่อถามว่าหลังจากที่มีการเสนอไป ยูเนสโกมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง นายอนุทิน เผยว่า consider เนื่องจากเรายังไม่ได้ทำเรื่องไปขอ และเราไม่ได้ขออะไร แต่หากคู่กรณีของเราทำเรื่องไปขออย่างเป็นทางการ หากยูเนสโกบอกว่าจะมาดู และจะมีการรายงาน ดังนั้นควรที่จะต้องมาดูทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้เกิดการรับฟังหากจะมีการรีพอร์ต โดยขั้นตอนถูกร้องขอจากประเทศคู่กรณี แต่ในฐานะที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ควรที่จะต้องวางตัวเป็นกลางตามสถานะของเขา แต่หากไม่รีพอร์ต เก็บไว้เฉยๆ ก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ว่าอะไรกัน แต่หากจะมีการรีพอร์ตเผยแพร่สาธารณะ ตนจึงแจ้งว่าต้องเข้ามาเพื่อให้ฝั่งไทยมีโอกาสชี้แจงด้วย
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในการตั้งทหารนั่ง JBC นายอนุทิน เผยว่า ไม่มีอะไร เป็นคนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว มีความอาวุโส รวมถึงมีความจัดเจนวิธีอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าคณะเจรจาจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศและทางทหารมี Timetable อยู่ ซึ่งการเจรจาแปลว่าต้องพูดคุยทั้ง 2 ฝ่าย และการเจรจาในบริบทของรัฐบาลชุดนี้ หรือแนวทางที่ตนให้ไปคือไปเจรจาแล้วต้องได้ผลลัพธ์กลับมา ไม่ใช่ไปนั่งคุยเฉยๆ แล้วเลื่อนการพูดคุยไปเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องนี้ต้องให้กัมพูชาได้เตรียมตัว เนื่องจากเป็นรูปแบบใหม่ และตนคิดว่าการจะไปเจรจาต้องมีผลลัพธ์และเจรจาอย่างจริงจัง การเจรจาต้องเชื่อกันด้วย ไม่ใช่ไปถึงอาหารไม่กิน กลัวใส่ยาพิษ อย่างนี้ก็ไม่ต้องคุยกัน หากมาแล้วต้องคุยกันให้รู้เรื่อง หากมาที่ประเทศไทย 1-3 ครั้ง และไทยไปคุยที่ประเทศเขาบ้าง อย่างนี้ถึงไปได้ แต่หากข้ามมาที่ไทยนัด 8 โมง แต่มา 10 โมง พอเที่ยงกลับประเทศ แล้วกลับมาไทยอีกที 16:00 น. มันเสียเวลา
Advertisement