
เมื่อเวลา 12.50 น. วันที่ 3 ต.ค. 69 ที่วัดบ้านแก่ง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนาย ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และสส.ในพื้นที่ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ จ.นครสวรรค์
โดยจุดแรกนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาที่วัดบ้านแก่ง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ พบปะประชาชน และมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย/กลุ่มเปราะบางตำบลบ้านแก่ง และ ต.วัดไทรย์ จำนวน 500 ชุด โดยมีชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ประมาณ 500 หลังคาเรือน
ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงได้พูดคุยกับชาวบ้านที่มารอให้กำลังใจ และได้ให้กำลังใจชาวบ้านกลับที่ได้ต่อสู้กับน้ำท่วม พร้อมเข้าไปนั่งชันเข่าแล้วไหว้ผู้สูงอายุที่อยู่ในศูนย์พักพิง
นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวให้กำลังใจชาวบ้านผู้ประสบภัยอุทกภัยว่า กราบสวัสดีพี่น้องทุกท่าน คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย ช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงที่พวกเราไม่ได้รับความสะดวกสบายนัก เนื่องจากมีสถานการณ์อุทกภัย และเป็นภัยที่เกิดจากฝนตกมากกว่าปกติ ซึ่งแทบทุกจังหวัด ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ค่อนข้างที่จะได้รับผลกระทบมากพอสมควร รวมไปถึงกรุงเทพมหานครด้วย ซึ่งกรุงเทพมหานครมีน้ำท่วมขังถึงหน้าอก แต่ทางรัฐบาลและพวกเราทุกคนก็พยายามแก้ไขอย่างเต็มที่ ให้สถานการณ์กลับคืนสู่ปกติโดยเร็วที่สุด
วันนี้ทุกคนเห็นแล้วว่า มีผู้อาวุโส ผู้สูงวัยของเรามาใช้สถานที่แห่งนี้ไว้เป็นที่พักพิง เพราะต้องการที่ที่เกิดความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนทุกคน ในช่วงที่เกิดภัยจากธรรมชาติ ซึ่งเราไม่ต้องการให้เมื่อเกิดภัยแล้วเราลุยเข้าไปช่วยท่านออกมา หากทำเช่นนั้นจะยากลำบากกว่าเยอะ และความรวดเร็วในการดูแลพวกท่านทั้งหลายก็จะไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการที่ประชาชนได้พาผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่ดูแลตัวเองไม่ได้มาอยู่ที่นี่ก็ทำให้พวกเราในฐานะลูกหลานได้คลายความกังวลลงไปในระดับหนึ่ง
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ทางจังหวัดนครนครสวรรค์ก็จะดูแลอย่างเต็มที่ รัฐบาลจะเร่งดำเนินการขจัดภัยพิบัติทั้งหลายให้กับพวกให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบายน้ำ การจัดการน้ำ ให้พ้นจากบริเวณบ้านเรือนของพวกท่าน แต่บางครั้งก็จะมีน้ำบางช่วงที่ระบายออกจากอ่าวไทยนั้นเกิดน้ำทะเลหนุนสูง กรุงเทพมหานครก็ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ดังนั้นการที่จะเร่งระบายน้ำออกเพื่อเอาใจประชาชน หากไปสูบผิดเวลาออกไปเท่าไหร่ก็กลับเข้ามาเท่านั้น ดังนั้น เราจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งเราได้ทำมาโดยตลอด รัฐบาลไม่มีวันทอดทิ้งอยู่แล้ว ซึ่งตนได้แบ่งภารกิจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและท่านนายกนายกเทศมนตรี นายกอบต.กำนัน ผู้ใหญ่ดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ วันนี้พวกเราทุกคนมาด้วยความห่วงใย อยากจะเห็นสภาพหน้างานว่ามันเป็นอย่างไร ต้นมาดูว่าตรงไหนที่ยังขาดตกบกพร่อง ตอนนี้ก็เร่งสั่งการให้ดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพ่อแม่พี่น้องทุกคน ให้เกิดความพร้อมมากที่สุด พวกเราทุกคนจะได้ไม่ต้องมากังวลหรือวิตกกับสถานการณ์จนเกินไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำอีกว่า เราเข้าใจดีว่าทุกคนมีความเดือดร้อน น้ำท่วมขังก็เดือดร้อนอยู่แล้ว และยิ่งมีผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงอยู่ในบ้าน ยิ่งทำให้ความกังวลและสิ่งที่เราจะต้องแบกรับอยู่นั้นเพิ่มมากขึ้น นี่คือเหตุผลที่เราจะต้องเร่งตั้งศูนย์พักพิงให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อที่ให้ประชาชนมาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย
“การเยียวยานั้น หากเรามีเหตุจากภัยธรรมชาติเช่นนี้รัฐบาลให้การเยียวยาพี่น้องประชาชนเป็นรายครอบครัวอยู่แล้ว เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เกิดความมั่นใจ ทั้งความเสียหายของบ้านเรือนด้วย และการเยียวยาเป็น 100 ครอบครัว ด้วยเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้นำสิ่งที่ได้ปัจจัยที่ได้จากการเยียวยาไปซื้อข้าวซื้อของใช้ในสิ่งที่ขาดไปในช่วงที่น้ำมารบกวนพ่อแม่พี่น้องและเพื่อให้เกิดความครอบคลุมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รัฐบาลได้ตัดสินใจซื้อประกันภัยรายครอบครัวให้กับพ่อแม่พี่น้องทั้งหมดในเขตที่เสี่ยงภัยนั้นท่วมทั้งหมด 30 ล้านครัวเรือนเป็นที่เรียบร้อยแล้วครอบคลุมตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 69 ส่วนเหตุที่เกิดก่อนหน้านี้ รัฐบาลก็จะดูแลด้วยตัวรัฐบาลเอง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปหากหากเกิดภัยพิบัติจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว ครอบคลุมภัยทั้งหมด ซึ่งตรงนี้เป็นเงินเยียวยาค่าซ่อมไฟบ้านเรือน แต่ไม่อยากให้ได้นะ แต่ถ้าหากมันเกิดขึ้นมีผู้เสียชีวิตที่เกิดจากภัยต่างๆการเยียวยาก็จะชดเชยให้ทันที ได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้ง นี่คือจุดที่ดีที่เราไปซื้อประกันไว้ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลนั้นต่อครั้งต่อไปปี แต่ข้อดีของการมีประกันภัยหากมีภัยเมื่อไหร่ก็จะเยียวยาเราทุกครั้ง “นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เรื่องของการซ่อมแซมบ้าน จะมีการสำรวจความเสียหายและจะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยน้ำท่วมที่กำหนดไว้ ก็จะมีคนมาสำรวจแล้วจ่ายค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยของพวกท่านไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งจะมีกรมโยธาธิการและผังเมืองมาช่วยประเมินความเสียหาย ร่วมกับบริษัทประกันภัย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เพราะหากเป็นบริษัทประกัน ก็จะประเมินต่ำไว้ก่อน พอหากเราไม่ตั้งมาคุมไว้ด้วย ก็จะไม่มีข้อตกลงที่จะทำให้พ่อแม่พี่น้องพึงพอใจได้
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ได้แนะนำ สส.นครสวรรค์ พรรคภูมิใจไทย และแนะนำ นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ เขต 3 จากพรรคกล้าธรรม โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า แม้ท่านจะไม่ได้อยู่เขตนี้ แต่ประชาชนก็สามารถเรียกใช้งานได้ สส. นครสวรรค์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่พรรคไหน ที่ไหน ประชาชนเรียกใช้ได้หมด เพราะเป็นผู้แทนของชาวนครสวรรค์ ไม่ได้เป็นผู้แทนของอำเภอ หรือของตำบลเท่านั้น พร้อมชี้ไปทางนายสัญญา และกล่าวว่า
“นี่ก็หนุ่มน้อยหน้ามล ชื่อสัญญา คนนี้ไม่ใช่ลูกพรรคผม คนนี้เป็นลูกพรรคของผู้กองธรรมนัส พรรคกล้าธรรม แต่เมื่อหากพี่น้องเดือดร้อนเมื่อไหร่ มันไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่าพวกเดียวกัน เป็นสส.ของประชาชน มาดูแลประชาชนร่วมกัน“
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขอบคุณสำหรับความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้กับตน เพราะพ่อแม่พี่น้องทุกคนส่งผมมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตนก็ทำงานอย่างเต็มที่ และนครสวรรค์ก็มีสส.ที่เป็นพวกเดียวกัน พร้อมชี้ไปทางนายสัญญา สส.พรรคกล้าธรรมอีกครั้ง พร้อมกล่าวว่า “ถามว่าสัญญานี่ เป็นพวกเดียวกันไหม ก็พวกเดียวกันอยู่แล้ว เขาเห็นผมเป็นพวกพี่น้อง เขาไม่ได้เห็นผมเป็นศัตรูอยู่แล้ว” พร้อมชี้ไปอีกครั้งแล้วถามว่า “กล้าไหม” และนายสัญญาตอบพร้อมรอยยิ้มว่า “ไม่กล้า” นายกรัฐมนตรีจึงชี้ไปที่ประชาชนที่นั่งอยู่ และบอกว่าก็นับดูแล้วกันว่ากี่เท้า เดินออกจากตรงนี้ไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นเรามาช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ ฝ่ายข้าราชการประจำก็พร้อมที่จะดูแลพี่น้องประชาชนอย่าง
นายกรัฐมนตรี ย้ำอีกว่า ขอมั่นใจว่ารัฐบาลบริหารสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ขอให้ปลอดภัยและสุขภาพร่างกายแข็งแรง และขอให้สภาวะกลับคืนสู่ปกติโดยเร็วที่สุด
จากนั้นเวลา 13.20 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า พื้นที่จ.นครสวรรค์ ยังคงน่าเป็นห่วงเรื่องปริมาณน้ำ เนื่องจากฝนยังมีโอกาสลงมาตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ทำให้ปริมาณน้ำสะสมยังคงมีมาก ฝนในภาคเหนือตอนบน ภาคอีสาน และภาคกลาง จะไม่ชุกเท่าภาคใต้ ซึ่งช่วงนี้ฝนจะตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ไปจนถึงนราธิวาส จึงต้องมีความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่อาจเกิดขึ้น แม้เราจะไม่สามารถห้ามน้ำหรือฝนที่ตกหนักได้ แต่สิ่งที่เราต้องจัดการให้ได้ คือการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
สำหรับพื้นที่เปราะบางหรือพื้นที่บริเวณท้ายเขื่อน ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติทางจังหวัดจะลงทะเบียนครัวเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ซึ่งมีเงินเยียวยาตามกฎหมายอยู่แล้วครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงมีงบซ่อมแซมบ้านเรือนที่อาศัยตามการสำรวจ ไม่เกินท่านละ 80,000 บาท ซึ่งนี่เป็นแนวทางเดิมก่อนวันที่ 1 ต.ค. 69
โดยล่าสุดรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อทำประกันภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจำนวน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยเงื่อนไขประกันภัยจะมีเงินเยียวยาค่าเสียหายเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งสามารถเยียวยาได้ทันทีสำหรับบ้านเรือนที่มีน้ำท่วมขังภายใน 7 วัน ซึ่งขณะนี้กำลังให้ทุกหน่วยงานศึกษารายละเอียดกรมธรรม์อย่างรอบคอบ โดยภาพรวมการเยียวยารายครัวเรือนกรณีน้ำท่วมขังจะอยู่ที่ 10,000 บาทต่อครั้ง และเยียวยาความเสียหายครัวเรือนไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งฝ่ายรัฐบาลได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเข้าร่วมสำรวจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนสูงสุด
ส่วนเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตจากสถานการณ์ภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุฝนฟ้าคะนอง หรือแผ่นดินไหว ครอบคลุมทุกกรณี หากเสียชีวิตจะได้รับเงินชดเชยรายละ 2,000,000 บาท เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนให้ครอบคลุมที่สุด
เมื่อถามถึงช่วงวันที่ 4–7 ต.ค. ที่กรมอุตุฯระบุว่าจะมีฝนตกหนัก นายอนุทิน บอกว่า ตนเองกังวลอยู่แล้ว จึงได้ประกาศเตือนให้หน่วยงานภาครัฐเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อรองรับสถานการณ์ อย่างที่เรียนแจ้งว่าฝนที่จะตกหนักมากช่วงวันที่ 4–10 ตุลาคมนี้ จะไปหนักในพื้นที่ภาคใต้ และยังมีฝนก้อนใหญ่กำลังเคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนใต้ ดังนั้นเราต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่เตรียมความพร้อมช่วยเหลือ และดูแลประชาชนอย่างเต็มที่
พร้อมกันนี้ต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เห็นสมควรให้อพยพออกจากบ้านเรือนเ พื่อความปลอดภัย ขอให้ปฏิบัติตามทันที เพราะบางครั้งน้ำมาเร็ว หากมีกลุ่มเปราะบาง เด็ก หรือผู้ป่วยติดเตียง การเคลื่อนย้ายจะลำบากมาก ไม่ควรรอให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อนแล้วค่อยเข้าไปช่วยเหลือทีหลัง ซึ่งจะเกิดความไม่สะดวกและมีความเสี่ยงที่จะดูแลได้ไม่ทั่วถึง
นอกจากนี้ นายอนุทินบอกว่า ขอความกรุณาให้ห่วงชีวิตตนเองเป็นหลัก อย่าห่วงสัตว์เลี้ยงจนไม่ออกจากบ้าน บางท่านจะยอมออกมาก็ต่อเมื่อนำสัตว์เลี้ยงออกมาด้วย แต่ในศูนย์พักพิงมีประชาชนอาศัยอยู่ร่วมกันจำนวนมาก หากนำสัตว์เลี้ยงเข้าไป อาจส่งเสียงดังหรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์จากการขับถ่าย ซึ่งตนได้ไปตรวจเยี่ยมด้วยตนเองและเห็นว่าไม่สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้
“เราอาจจะมองว่าสัตว์เลี้ยงน่ารัก แต่ผู้อื่นไม่ได้คิดเช่นนั้น จึงต้องขอร้องจริงๆ ว่าให้เอาชีวิตรอดไว้ก่อน ส่วนเรื่องสัตว์เลี้ยง ทางหน่วยงานต่างๆ จะพยายามเข้าไปดูแลในช่วงที่อพยพให้ได้มากที่สุด”
Advertisement