
นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครยังสงสัยว่า นาย ปิยะบุตร แสงกนกกุล แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบพรรคมาแล้ว2ครั้ง ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง ภายใต้ข้ออ้างปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ จึงต้องตรวจสอบข้อมูล ย้อนดูแนวคิด
และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาเสนอ เมื่อ10 สิงหาคม 2564 อีกครั้ง จะรู้ตื้นลึกชัดเจนว่าเขาคิดจะอย่างไร ต่อสถาบันกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ควบคู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอ้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ของประเทศไทยในเวลานี้ ขอให้ทุกท่านพิจารณาดู ครับ
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
ของนาย ปิยะบุตร10 ประเด็น โดยผมมีความส่วนตัวที่ไม่เห็นด้วยมีดังนี้
1) กำหนดพระราชสถานะประมุขของรัฐ ศูนย์รวมจิตใจ และความเป็นกลางทางการเมือง ในประเด็นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุที่เป็นข้อเท็จจริงรับรู้ในสังคมไทยตามประวัติศาสตร์ชาติและจารีตประเพณีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย อยู่แล้ว
ซึ่งในเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองนั้น ก็มิใช่แค่พระมหากษัตริย์ที่จะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการไม่เข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปัจจุบันอยู่แล้วในลักษณะจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญ
ไม่มีความจำเป็นต้องเขียนไว้เป็นตัวอักษรแต่ประการใด
การนำประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นเรื่องแรก ดูจะเป็นความพยายามกลบเกลื่อนเจตนาที่แฝงเร้นบางประการ
2)จะกำหนดพระราชอำนาจ ขอบเขตของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจน คือ “กำหนดขอบเขตของพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐได้เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
“พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอำนาจเหนือสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นของรัฐ ”
“การกระทำของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ต้องได้รับคำแนะนำและความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้เสียก่อน
และต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ หากการกระทำใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นโมฆะ ”
“การกระทำอื่นใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์หรือในฐานะประมุขของรัฐย่อมไม่อยู่ภายใต้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน”
“ยกเลิกพระราชอำนาจในการยับยั้งการลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภา”
3) เปลี่ยนกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ สภาฯ แก้ไขได้
“ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยนำกฎมณเฑียรบาลฯ ที่ใช้อยู่ มาพิจารณาประกอบด้วย ทำให้การสืบทอดตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามหลักการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยมีกระบวนการพิจารณาและการประกาศใช้เช่นเดียวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ
โดยอ้างเหตุที่ต้องกำหนดให้เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็เพราะว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เฉกเช่นเดียวกันกับคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และศาล”
4)เปลี่ยนแปลงกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์การเสนอพระนามองค์รัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ
การกำหนดเช่นนี้ย่อมขัดแย้งต่อหลักการขึ้นครองราชย์ที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทยที่ชอบแล้วและขัดแย้งต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งพระรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป
5) กำหนดให้พระมหากษัตริย์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม
“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้เสนอเกี่ยวกับกระบวนการเข้ารับตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน
ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย
***โดยกำหนให้พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณต่อสภาผู้แทนราษฎร ด้วยถ้อยคำว่า “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศด้วยความซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ”
6)เสนอให้ “ยกเลิกองคมนตรี” โดยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับองคมนตรีซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ได้แก่ มาตรา 10 ถึงมาตรา 14 และแก้ไขบทบัญญัติอื่นๆ ที่องคมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตัดคำว่า “องคมนตรี” ออกจากมาตรา 183 ซึ่งกำหนดเรื่องเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีตำแหน่งองคมนตรีอยู่ด้วย
7)กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หากจะปฏิบัติพระราชภาระไม่ได้/ไม่อยู่ในประเทศ
“ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่สามารถจะทรงแต่งตั้งได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เสนอให้ส.ส. ที่มีอายุสูงสุดสามคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว”
😎 เปิดทางให้แก้กฎหมายเกี่ยวกับ “ส่วนราชการในพระองค์”
“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กำหนดว่ามีการกระทำใดบ้างที่พระมหากษัตริย์กระทำโดยมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแล้วพระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิด ซึ่งไม่ได้รวมถึงพระราชอำนาจในการจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ด้วย จึงหมายหมายความว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 15 แล้ว พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งหรือปลดข้าราชการในพระองค์โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ผู้ที่เสียหายก็สามารถฟ้องร้องต่อพระมหากษัตริย์ได้ ”
9) สภาฯ กำหนดวงเงิน และอนุมัติ “เงินรายปี” ให้พระมหากษัตริย์ องค์กรอื่นตรวจสอบการใช้จ่ายได้
“สภาผู้แทนราษฎร จะมีหน้าที่และอำนาจกำหนดวงเงินและอนุมัติเงินรายปีในทุกสี่ปีอย่างสมพระเกียรติและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ตามสมควร โดยกำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินรายปีของพระมหากษัตริย์และรายงานให้สภาผู้แทนราษฎรทราบทุกปี”
10) ยกเลิกการลงพระปรมาภิไธยในพระบรมราชโองการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า ให้คงไว้เพียงการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น อันได้แก่ รัฐมนตรี ตุลาการศาลยุติธรรม ผู้พิพากษา ตุลาการศาลปกครอง และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ข้อเสนอนี้นับว่าเป็นการทำลายสายสัมพันธ์ในความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับข้าราชการระดับสูงที่มีอยู่ในระบบราชการไทยนับตั้งแต่อดีตที่มีการสร้างระบบราชการมาในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน
พสกนิกรผู้จงรักภักดีและประชาชนไทยในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ลองพิจารณาดูนะครับว่า เขาเสนอแนวคิดแบบนี้เพื่ออะไร ใช่การปฏิรูปที่ดีงามตามที่เขาพูดจริงๆ หรือเป็นการบั่นทอนสถานะของพระมหากษัตริย์ไทยกันแน่???
การนำบทความแนวคิดของปิยะบุตร มาตีแผ่อีกครั้งในวันนี้ เพราะ เขายังคงหวนกลับมาย้ำเสนอแนวคิด ยกเลิกองคมนตรี 1ในข้อเสนอปฏิรูปกษัตริย์ที่เขาเคยเสนอไว้ เมื่อ10 สค 2564 อีกครั้ง
สมชาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
24 พค 2569
Advertisement