
วันที่ 21 พ.ค. 69 นาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสว่า เป็นการเดินทางที่มุมนึงตนก็เห็นความสำคัญ และความจำเป็น ซึ่งการเดินทางในลักษณะของกลุ่มใหญ่เช่นนี้ ก็ใช้งบประมาณของประเทศค่อนข้างสูง จึงอยากเห็นนายกฯ แสดงบทบาทวางยุทธศาสตร์ไทยในเวทีระหว่างประเทศให้ถูกต้อง ซึ่งขณะนี้สิ่งที่ตนคิดว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ คือการทำให้ไทยเป็นหลักยึดของอาเซียน และเป็นสะพานในการเชื่อมอาเซียนสู่ประเทศในสหภาพยุโรปหรือในกลุ่มประเทศ OECD ซึ่งจะทำ อย่างไรให้เราสามารถผนึกกำลังกลุ่มประเทศที่มีอำนาจระดับหนึ่ง ให้เราสามารถมีความเข้มแข็งในกลุ่มประเทศเหล่านี้ เพื่อที่จะสามารถต่อรองกับประเทศมหาอำนาจได้
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำตามมาตรฐานที่กลุ่มประเทศ OEDC กำหนด ไม่ว่าจะเป็นการที่ทำให้ประเทศเรามีความโปร่งใส ขจัดเรื่องส่วยสินบน ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายอำนวยความสะดวกแล้วก็อยากให้นายกฯ เทคแอ็คชั่น ประกาศต่อเวทีโลก ทำอย่างจริงจัง ว่าประเทศไทยกำลังเตรียมที่จะลดบทบาท กฎระเบียบที่ไม่จำเป็น
อีกหนึ่งอย่างที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นกับประชาคมโลกนี้สร้างโอกาสที่จะทำให้ประเทศไทยได้รับฐานสนับสนุน จากประเทศอื่นๆและจากประชาคมโลก ด้วย นอกจากการไปเยือนประเทศฝรั่งเศสแล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่นายกรัฐมนตรี จะใช้โอกาสนี้เชื้อเชิญประธานาธิบดีมาครง มาเยือนประเทศไทย แม้ว่าประธานาธิบดีมาครง จะมีกำหนดการมาเยือนประเทศกัมพูชาในช่วงปลายปี เพื่อมาประชุมกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส จริงๆ หากแวะมาประเทศไทยก่อนไปกัมพูชา ก็จะเป็นการสร้างโอกาสที่ดีในการพูดคุย เพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องเช่นเรื่องของการชักชวนนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งคิดว่าการลงทุนคุณภาพจะสร้างงานคุณภาพ และการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ที่นายกรัฐมนตรีไปพูดในการประชุมอาเซียนซัมมิทว่าโอกาสที่จะทำอาเซียนพาเวอร์กริด
นอกจากประเทศจีนที่ปัจจุบันเป็นผู้นำในเรื่องของโซล่าหรือแบตแบตเตอรี่ แต่ประเทศฝรั่งเศสก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีสัดส่วนคาร์บอนต่ำ ซึ่งเขาอาจมีฐานพลังงานนิวเคลียร์ต่างๆ ฉะนั้นโจทก์ในการเดินทางไปเยือนประเทศฝรั่งเศสตนคิดว่ามีหัวข้ออีกหลายเรื่องที่นายกจะสามารถใช้เป็นประโยชน์ ขณะที่เรื่องของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ตนและพรรคประชาชนมองว่ารัฐบาลไม่มีไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องกู้เงินเองสักบาท ย้ำว่ารัฐบาลไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผู้กู้เองสักบาท เพราะการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสามารถใช้การลงทุนจากเอกชนและรัฐวิสาหกิจได้ ทำให้ตั้งข้อสังเกตุว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 200,000 ล้านบาทแรกมานั้นมีการยัดไส้ ไปใน 400,000 ล้านบาทมีผลประโยชน์บางอย่างแอบแฝงหรือไม่
Advertisement