
วันที่ 18 พ.ค. 69 พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง กริพเพน E/F เข้าประจำการว่า เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผบ.ทอ. ในฐานะประธานคณะกรรมการในระดับรัฐบาล ในโครงการจัดซื้อ ได้เดินทางไปประชุมกับรัฐบาลสวีเดน ที่ประเทศสวีเดน เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีการพูดคุยโครงการระยะที่ 2 ซึ่งกองทัพอากาศจะขอตั้งงบประมาณในปี 2571 ดังนั้นก็ต้องเริ่มตั้งตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง อันเป็นผลจากการที่กองทัพอากาศแบ่งการดำเนินโครงการเป็นระยะ เพราะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้จำเป็นต้องมีการพูดคุยเจรจาต่อเนื่อง เพื่อให้แผนการจัดหาทดแทนครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีเครื่องบินขับไล่กริพเพน E/F เข้าประจำการได้ทันตามแผนที่กำหนดไว้
ขณะนี้กองทัพอากาศมีการปรับโครงสร้างกำลังรบ เพื่อให้พร้อมรองรับกับสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคง ที่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้มั่นใจว่ากรณีที่ต้องมีการใช้กำลังในโอกาสต่อไป กองทัพอากาศมีความพร้อมในทุกกมิติ เพื่อปฏิบัติการทางอากาศที่สามารถดำรงไว้ซึ่งประโยชน์ของชาติ รักษาเอกราชอธิปไตยได้ ซึ่งตอนนี้โครงการก็เป็นไปตามแผนทุกอย่าง ในระดับรัฐบาลก็มีการพูดคุยทั้งเรื่องโครงการที่เกี่ยวข้อง ตัวเครื่องบิน รวมถึง offset policy, ที่ได้มีการพูดคุยกันไว้ มีการจัดทีมระดับกองทัพอากาศไทยไปพูดคุยกับกองทัพอากาศสวีเดน ส่วนระดับผู้ปฏิบัติก็มีการพูดคุยทุกขั้นตอน ทุกภาคส่วน เพื่อให้โครงการในภาพรวมเดินหน้าไปได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และสำเร็จลุล่วงตามเป้าประสงค์ที่วางแผนไว้
สำหรับโครงการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพน E/F จัดซื้อทั้งหมด 12 เครื่อง โดยเข้ามาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ฝูงบิน 102 ซึ่งปัจจุบันปลดประจำการไปแล้วขณะนี้ที่กองบิน จ.นครราชสีมา เหลือแค่ F-16 ที่ฝูงบิน 103 เท่านั้น คาดว่าปี 2580 จะได้เครื่องครบแน่นอน แต่ก็อยู่ที่สถานภาพงบประมาณว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบให้กองทัพอากาศอย่างไร เพราะต้องยอมรับว่าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดก็อยู่ที่ความเหมาะสมของงบประมาณในช่วงเวลานั้น ซึ่งกองทัพอากาศก็มีหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจ และทำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีทดแทน เพราะเราต้องคิดถึงสภาพความพร้อม เพื่อดำรงความสามารถในการปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องตลอดเวลา
ส่วนที่บอกว่าอนาคตมีการปรับกำลังโครงสร้างกำลังรบ จากที่เรามีเครื่องบินเป็น 100 เครื่อง ต่อไปต้องเอาเฉพาะเครื่องที่มีคุณภาพจริงๆ จะเหลือจำนวนเท่าไหร่ โฆษกกองทัพอากาศกล่าวว่าเราไม่ได้คิดเฉพาะเครื่องบินขับไล่อย่างเดียวแต่ต้องมองภาพรวมว่าอะไรที่สามารถทดแทนเครื่องบินรบได้ ซึ่งจากบทเรียนสถานการณ์ความขัดแย้งที่ผ่านมา เราจะพบภาพการใช้กามิกาเซ่โดรน ขีปนาวุธยิงอะไรระยะไกลพื้นสู่พื้น ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะด้วยงบประมาณที่จำกัด เราไม่สามารถดำรงขีดความสามารถดังเช่นในอดีต ที่เรามี 8 ฝูงบินขับไล่ไว้ได้ ก็คงต้องกลับมาคิดว่าตอนนี้จำนวนไหนที่เหมาะสมที่สุดที่ทำให้เราสามารถบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เบื้องต้นน่าจะเหลือประมาณ 3 ฝูงบินขับไล่ แต่อาจเพิ่มขึ้นหรือไม่หลังเกิดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพอากาศก็ต้องกลับมาคิด วิเคราะห์ ว่าโครงสร้างกำลังรบที่มีความสมดุลในทุกมิติ เราจำเป็นต้องดำรงขีดความสามารถของฝูงบินขับไล่ไว้กี่ฝูงบิน ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายในเชิงการบริหารอย่างมาก เพราะในอนาคตก็ต้องคาดการณ์ขีดความสามารถของประเทศรอบบ้านที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสถานภาพงบประมาณของเราเอง เพราะเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในอนาคต ขีดความสามารถที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วเป็นการลงทุนของกองทัพอากาศเมื่อ 40 ปีที่แล้วกับ F-16 และ 15 ปีที่แล้วกับเครื่องกริพเพน มันเป็นการเตรียมการเพื่อในวันที่เราจำเป็นต้องใช้กำลังทางอากาศกองทัพอากาศต้องพร้อมจึงอยากให้ประชาชนมั่นใจและขอให้เชื่อมั่นว่ากองทัพอากาศของท่านสามารถดูแลปกป้องเอกราชอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติให้กับท่านได้
ส่วน offset ที่เราไปคุยเพิ่มเติมได้รวบเฟส 2 และ 3 เข้าด้วยกันเราได้อะไรต่อรองเพิ่มเติม โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันว่าจะรวบ 2 เฟส แต่ยืนยันว่าระยะที่ 2 เกิดขึ้นแน่ โดยเป้าสุดท้ายจะต้องมี 12 เครื่อง ส่วนจะบริหารจัดการอย่างไรให้ครบ 12 เครื่อง ก็มีหลากหลายปัจจัย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสถานภาพงบประมาณ สภาพเศรษฐกิจของประเทศด้วย เพราะสุดท้ายเราต้องงมองผลประโยชน์ของประเทศในภาพรวม เราเพียงแต่นำเสนอว่าในยามที่เรา ต้องดำรงขีดความสามารถดำรงไว้ซึ่งขีดความสามารถ กองทัพอากาศจำเป็นต้องดำเนินการอย่างไร แล้วก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องวิเคราะห์สถานภาพในภาพรวม ว่าบริหารจัดการแบบไหน
ตนถึงบอกว่าในอนาคตเราจะไม่เห็นกองทัพอากาศที่แมนเนจเครื่องบินขับไล่อย่างเดียว แต่เราจะมีขีดความสามารถในทุกมิติที่ครบถ้วน อย่างเช่น autonomus system เราจะเห็นภาพของกองทัพอากาศ มีกามิกาเซ่โดรน ซึ่งอาจจะสร้างเองก็ได้ หรือมีอาวุธยิงระยะไกล หรือแม้แต่ขีดความสามารถทางอวกาศ ในการทำหน้าที่ถ่ายภาพดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่สนใจว่าจะเป็นสภาพอากาศแบบไหนกลางวันหรือกลางคืน รวมถึงขีดความสามารถทางมิติไซเบอร์ ที่เราต้องมั่นใจว่าระบบหลักๆของเรา เช่น อุปกรณ์สั่งการและควบคุม จะไม่ถูกแฮ็ก จะสามารถปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา นี่เป็นสิ่งที่กองทัพอากาศต้องคิดเราไม่สามารถมุ่งเน้นทางใดทางหนึ่งแต่เราต้องมั่นใจว่าในทุกองค์ประกอบถูกยกระดับขีดความสามารถ เพราะมันคือความได้เปรียบ และเราสามารถดำรงขีดความสามารถเหล่านี้ในยามที่กองทัพอากาศต้องใช้กำลัง เราต้องไม่มีเครื่องหมายคำถามใดๆ และพร้อมปฏิบัติภารกิจทำให้งานที่รับผิดชอบประสบความสำเร็จ
ส่วนจากแผนการจัดหาที่คาดว่ากองทัพอากาศ จะได้รับเครื่องบินกริพเพน E/F ครบทั้งฝูง 12 ลำ ในปี 2580 หรือเร็วกว่านั้น โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยจะได้รับเครื่องบินกริพเพนลำแรกในปี 2572 และย้ำว่า เมื่อกองทัพอากาศดำเนินโครงการจัดซื้อใดๆ จะไม่ได้รับในทันที แต่ต้องใช้เวลาในการจัดหา และไม่ใช่ว่าจะพร้อมใช้งานในทันทีด้วย เนื่องจากต้องสร้างนักบินให้ครบจำนวนเครื่องในฝูงด้วย เช่น กริพเพน 1 ฝูง ใช้นักบิน 24 นาย ซึ่งในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับฝูงบินกริพเพน C/D คนแรก คาดว่าจะต้องใช้เวลา 5 - 10 ปี เพื่อสร้างนักบินที่พร้อมปฏิบัติภารกิจได้ครบ 24 นาย และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ อีกด้วย เช่น ชั่วโมงบินของนักบิน สภาพเครื่องบิน และงบประมาณ แต่การจัดซื้อเครื่องบินกริพเพนฝูงนี้ ก็มีความจำเป็นในการทดแทนฝูงบินที่กำลังถูกปลดประจำการในอนาคต แต่ด้วยประสบการณ์ที่กองทัพอากาศ เคยใช้เครื่องบินกริพเพน C/D มาก่อนแล้ว เชื่อว่าจะทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านสั้นลง ทำให้ฝูงบินกริพเพนใหม่มีความพร้อมรบได้รวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ศักยภาพของเครื่องบินขับไล่ในปัจจุบัน ยังมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น เครื่องบินกริพเพน มีระบบ AI มาช่วยสนับสนุนข้อมูลในห้องนักบิน (AI Assits Fighter) เช่น นำเสนอทางเลือกต่างๆ ให้นักบินในการปฏิบัติการ รวมทั้งมีคอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง โดย 1 เครื่อง ดูแลเรื่องระบบหลัก ส่วนอีกเครื่องเปิดกว้างให้สามารถเข้าถึงและอัปเกรดขีดความสามารถได้ในอนาคต ประกอบกับลิขสิทธิ์ของระบบ LinkT ที่สามารถติดตั้งกับแพลตฟอร์มต่างๆ ระหว่างทุกเหล่าทัพ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องในงานด้านความมั่นคง ก็สามารถใช้เครือข่ายข้อมูลนี้รวมกันได้ ทั้งในด้านการทหาร และการบรรเทาสาธารณภัย
โฆษกกองทัพอากาศ ยังยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับงานด้านความมั่นคง เนื่องจากรัฐบาลมีหน่วยงานต่างๆ ที่ติดตามถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ จึงตระหนักดีถึงสภาวะด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น กรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนล่าสุด ส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไรบ้าง เพียงแต่รัฐบาลต้องดูแลหลากหลายมิติ ไม่ใช่เพียงความมั่นคงเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีทางออกที่ดีที่สุดต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับงานด้านความมั่นคงอยู่ตลอด
ส่วนความกังวลของประชาชนต่อความเป็นไปได้ที่ประเทศเพื่อนบ้านที่กระทบกระทั่งกับไทย จะมีแสนยานุภาพทางอากาศ เช่น มีฝูงบินรบในอนาคต โฆษกกองทัพอากาศ ยืนยันอย่างหนักแน่น ว่า "เราเตรียมผลิตนักบิน บนพื้นฐานว่าน้องต้องไปรบได้ เราฝึกเราสร้างเขา บนพื้นฐานว่าเขาต้องออกไปปฏิบัติภารกิจและประสบความสำเร็จ เครื่องบินขับไล่ทุกแบบที่เราซื้อ เราซื้อบนพื้นฐานของการที่เป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีประสิทธิภาพ เครื่องบินขับไล่ทุกแบบของกองทัพอากาศ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ติดตั้งบนเครื่อง ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี เช่น ขีปนาวุธนำวิถีด้วยความร้อน IRIS-T หรือ Meteor ซึ่งมีระยะจู่โจมไกลหลาย 100 กิโลเมตร สิ่งเหล่านี้คืออาวุธยุทโธปกรณ์ที่มาพร้อมเครื่องบินขับไล่ ที่ทำให้เรามั่นใจว่าเรามีเทคโนโลยีล้ำสมัย (State of the art) ทำให้เราเหนือกว่าภัยคุกคามรอบๆ ตัวที่มีอยู่ กองทัพอากาศคิดไปข้างหน้าอยู่เสมอ ประกอบกับการฝึกนักบินที่เรามีความเตรียมพร้อมอยู่เสมอ หากจำเป็นต้องมีการปฏิบัติการทหารในอนาคต ขอยืนยันกับพี่น้องประชาชน หากต้องไปรบ motto ของเราคือ รบแล้วต้องชนะ" โฆษกกองทัพอากาศ กล่าว
Advertisement