
(5 พ.ค. 2569) ที่ สามย่านมิตรทาวน์ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาชน กล่าวแสดงวิสัยทัศน์บนเวที โดยเริ่มต้นคำถามถึงชาวกรุงเทพว่าใช้ชีวิตกันอย่างไรบ้าง เพราะมีคนเคยกล่าวว่า การใช้ชีวิตในกรุงเทพเป็นเมืองที่สบายที่สุดถ้ามีเงินมากพอ เพราะมีทุกสิ่งสุดยอด แต่ถ้าไปถามคนขายข้าวแกง ไรเดอร์ พนักงานออฟฟิศ ไม่มีใครตอบได้ว่าชีวิตเขาง่ายเลย เพราะชีวิตในกรุงเทพมันยาก ทั้งการเดินทางที่ยากลำบาก การเลี้ยงลูก หรือเลี้ยงพ่อแม่ก็ยากลำบาก บางคนอาจต้องเสียสละลาออกจากงาน หางานยากในยุคที่คนตกงาน มีเทคโนโลยี AI เข้ามาทดแทน
ดังนั้นจะเห็นว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพนั้นยากจริงๆ แต่คนกรุงเทพเหมือนจะชาชินแล้ว มีเป้าหมายเพียงหาเงินให้ได้มากๆ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตต่อ จนลืมไปแล้วว่าจริงๆ เมืองกรุงเทพจะทำให้ชีวิตของเขาดีกว่านี้ได้ ชีวิตในกรุงเทพไม่ควรยากขนาดนี้ ตนพูดในฐานะคนกรุงเทพที่เติบและโตมาในย่านเก่าแก่ฝั่งธน อยู่ในห้องแถว ต้องช่วยที่บ้านขายของเก็บเงิน เพื่อมาซื้อของที่อยากได้ การเดินทางตั้งแต่เรียนจนถึงทำงานที่ย่านลาดพร้าว ต้องต่อรถ ต่อเรือหลายต่อ นี่คือสิ่งที่ตนเผชิญมาตั้งแต่เกิด จึงอยากชวนคนกรุงเทพมาร่วมฝันถึงชีวิตคนกรุงเทพที่ดีกว่านี้ว่ามีอะไรที่เราจะทำร่วมกันได้บ้าง ซึ่งการเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ที่จะถึงนี้ ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินการถกเถียงว่าใครจะลงสมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครแล้วจบแค่นั้น แทบไม่เคยมีการพูดถึงวาระเมืองกรุงเทพจะเป็นแบบไหน จะมีชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นได้อย่างไร จึงอยากชวนทุกคนตั้งคำถามกับตัวเองว่า กรุงเทพฯ ดีแค่นี้พอแล้วจริงๆ หรือ ซึ่งตนมั่นใจว่ากรุงเทพฯ ต้องดีกว่านี้ได้ คนกรุงเทพฯ ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า ถ้าติดตามการทำงานของเราตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคประชาชน จะเห็นความตั้งใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมาโดยตลอด ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาชนไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่ากรุงเทพมหานครให้ท่านเลือกเพียง 1 คนเท่านั้น แต่ยังเสนอวาระว่ากรุงเทพควรจะเป็นเมืองหลวงอย่างไร คนควรจะมีชีวิตอย่างไร
"ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าประชาชน คนกรุงเทพ มีวาระที่จะมานำเสนอ เพราะผมต้องการเห็นกรุงเทพ มีคุณภาพระดับมหานครชั้นนำของโลก กรุงเทพควรเป็นหลังพิงและลมใต้ปีก เป็นเมืองที่คอยโอบอุ้มเวลาที่ลำบาก เป็นเมืองที่ให้โอกาสในวันที่อยากก้าวกระโดด กรุงเทพไม่ใช่สถานที่แต่เป็นผู้คน" นายชัยวัฒน์ กล่าวและว่า ตนมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น และได้เห็นว่าที่นั่นมองคนเป็นขุมทรัพย์จึงนำข้อนี้กลับมาว่าเราจะต้องมองคนเป็นขุมทรัพย์ของเมือง
นายชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนเข้าใจว่าการบริหารงานของกรุงเทพฯ มีข้อจำกัดมากมาย ทั้งอำนาจและงบประมาณแต่ก็ต้องพัฒนาให้ได้กว่าข้อจำกัดของกรุงเทพ เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดนั้นต้องทำให้เมืองพัฒนาคน และคนกลับไปเป็นพลังพัฒนาเมือง ซึ่งการพัฒนาคนสิ่งสำคัญคือเวลา ที่ผ่านมาการใช้ชีวิตทำภารกิจต้องเสียเวลา 3-4 ชั่วโมง ฉะนั้นเราจะต้องคืนเวลาเหล่านี้ ให้คนกรุงเทพ ผ่าน 4 ชุดนโยบายของพรรคประชาชน เพื่อชีวิตง่ายๆ ของคนกรุงเทพ ประกอบด้วย
1. การเลี้ยงครอบครัวง่าย กทม.ต้องช่วยให้คนเลี้ยงลูกง่าย ต้องเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกล้าที่จะมีลูก โดยกทม.ต้องลงทุนพัฒนาเด็กเล็กให้พ่อแม่เชื่อมั่น ฝากเลี้ยงมั่นใจ นอกจากนี้สังคมไทยกำลังเป็นสังคมสูงวัย กทม.มีผู้สูงวัย 1.4 ล้านคน เริ่มติดบ้าน 2 หมื่นคน ติดเตียง 1.5 หมื่นคน ดังนั้น กทม.จะต้องมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ และมีนักดูแลผู้สูงอายุ ผู้ติดบ้าน ติดเตียง สำหรับเรื่องหาหมอ การที่ต้องรอใบส่งตัว กทม.สามารถช่วยตรงนี้ เราเพิ่มศักยภาพศูนย์บริการสาธารณสุขเหล่านี้ เพื่อรองรับสิทธิบัตรทอง แก้ไขปัญหาใบส่งตัว
2. ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วย กทม. ต้องให้โอกาสค้าขาย ใช้พื้นที่ของ กทม.และของรัฐ การพัฒนาย่านท่องเที่ยวโดยประชาชนในย่านนั้นเอง ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเพิ่งเผยแพร่งานวิจัยว่า ปีนี้คนไทยเฉลี่ยถูกเลิกจ้างเดือนละ 4 หมื่นคน ดังนั้น กทม.ซึ่งมีโรงเรียนฝึกอาชีพอย่างน้อย 10 แห่ง เป็นโอกาสอันดีที่จะเปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพเหล่านี้ ให้เป็นศูนย์ Re-Skill พร้อมกับการจ้างงาน ของนายจ้างที่ต้องการหาคนงานมาฝึกทักษะ พร้อมหางานให้คนทำไปพร้อมๆ
3. เดินทางง่าย สิ่งที่คนไม่มีรถต้องการจากเมืองนี้คือ เราต้องการ กทม.ที่สามารถเดินเท้า เพราะการเดินเท้าได้ เอื้อให้เราหันมาใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น กทม.จำเป็นต้องมีทางเดินในร่ม ในจุดเชื่อมต่อของขนส่งสาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ ทุกการเชื่อมต่อเหล่านี้ ถ้าทำให้เป็นการเดินทางที่เดินเท้า คนจะใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น รวมถึงมีระบบติดตามการขนว่งสาธารณะผ่านพิกัด GPS เรียลไทม์ ทำให้วางแผนการเดินทางได้ ซึ่งกทม.มีอำนาจจำกัด แต่มีเส้นทางเดินรถที่กรมการขนส่งทางบกออกใบอนุญาตแล้ว แต่ไม่มีเอกชนมาวิ่งจำนวนมาก กทม.สามารถไปดำเนินการให้มีประสิทธิภาพได้ รวมถึงเส้นทางเดินเรือเมล์ใน 3 คลอง เป็นสิ่งที่ทำได้ทันที การทำให้ กทม.เป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ เป็นการคืนเวลาบนท้องถนนให้คน กทม.
4. ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องทนกับกลิ่นขยะ ไม่ทนกับการติดต่อราชการอย่างไม่ตรงไปตรงมา การกำจัดขยะต้องมีมาตรฐาน โรงกำจัดขยะกลางเมือง หากปล่อยกลิ่นเหม็น จำเป็นต้องหยุดดำเนินการทันที และปรับปรุงให้เป็นระบบปิด ที่ไม่ส่งกลิ่นเหม็น เป็นไปตามมาตรฐานสาธารสุข การติดต่อราชการ การขอใบอนุญาตต่างๆ ทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ อาจมีทางเลือก 2 ทาง 1.รอ 2.จ่ายใต้โต๊ะ ระบบแบบนี้ ไม่ควรต้องมีอีกต่อไป คน กทม.ควรได้รับการบริการโปร่งใส ตรงไปตรงมาจาก กทม. กทม.ต้องเป็นเมืองเรื่องที่ถูกต้องตรงไปตรงมาเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่สร้างภาระให้คนที่ต่อสู้
"ผมรักกรุงเทพฯ และภูมิใจที่เป็นคนกรุงเทพฯ การเลือกตั้งที่จะมาถึงใน กทม.ครั้งนี้ พวกเราทุกคนมีทางเลือก ภายใต้งบ 1.2 แสนล้านบาทต่อปี บุคลากรกว่า 1 แสนคนของ กทม. เราไม่ได้เลือกแค่ผู้ว่าฯ แต่เราจะเลือกเมืองกรุงเทพฯที่ดีกว่านี้ได้หรือเปล่า เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เราไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง เลือกวาระเมืองกรุงเทพฯให้เป็นเมืองหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อเราพร้อมไปข้างหน้า นี่คือวาระที่ผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร แคนดิเดตผู้ว่าฯประชาชนของคนกรุงเทพฯ ขอนำเสนอให้คนกรุงเทพฯเลือก" นายชัยวัฒน์ กล่าว
Advertisement