
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการคลัง เป็นประธานศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ในวันที่ 8 พ.ค. นี้ ตนจะไม่ได้เดินทางลงพื้นที่ เพราะรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการชุดของนายเอกนิติ ที่จะดำเนินการศึกษาระยะเวลา 90 วันตามที่ได้รับมอบหมายให้เรียบร้อยก่อน เพราะหากตนลงไปตอนนี้ก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ฉะนั้นจึงเลือกที่จะไม่ลงดีกว่า
นายพิพัฒน์ ระบุว่า การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ พร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนน ระบบท่อ ขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการไว้
เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจต่อเสียงคัดค้านของประชาชนอย่างไร นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะต้องทำความเข้าใจทั้งผลดีและผลเสีย โดยเฉพาะคนในพื้นที่จังหวัดชุมพร และระนอง ที่จะได้สิทธิในการทำมาหากินในพื้นที่ของตนเองอย่างไร รวมถึงมีการสงวนอาชีพอะไร เพื่อทดแทนกับให้กับผู้ที่เสียโอกาส เช่น กลุ่มประมงพื้นบ้าน
ส่วนกรณีที่จะมีการมาปักหลักชุมนุมด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่สามารถห้ามได้ เพราะถือเป็นสิทธิของแต่ละคนที่สามารถทำได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจและชี้แจงให้ชัดว่าสิ่งที่ประเทศจะได้คืออะไร
เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าโครงการดังกล่าวจะมีผลดีมากกว่าผลเสีย นายพิพัฒน์ ยังคงย้ำคำเดิมว่า ขอให้รอผลการศึกษา เพราะหากพูดอะไรไปตอนนี้ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ฉะนั้นขอให้รอผลการศึกษาก่อน
เมื่อถามว่ากลุ่ม NGO ที่คัดค้านเป็นคนในหรือนอกพื้นที่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ซึ่งก็น่าจะมีทั้งคนในและนอกพื้นที่ แต่อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะดำเนินการโครงการขุดคอคอดกระในอดีต หรือ คลองไทย อาจจะมีบางสิ่งที่ไม่สามารถทำให้เดินหน้าได้ แต่ปัจจุบันสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ก็ต้องทำการศึกษาใหม่ว่า จะคุ้มหรือไม่กับการลงทุนครั้งใหญ่ในครั้งนี้ และก่อนหน้านี้ก็เคยมีการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ก่อนย้ำว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่เหมือนโครงการคอคอดกระที่จะต้องมีการขุดคลองจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแบ่งแยกประเทศไทยออกเป็น 2 ประเทศหรือไม่ แต่วันนี้เลือกที่จะไม่มีการขุดคลองแต่ใช้ระบบถนน ราง และท่อ แต่ผู้ที่คัดค้านมีความกังวลเรื่องการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งหากผ่านภูเขา ก็จะใช้วิธีการสมัยใหม่ทำเป็นอุโมงค์ ฉะนั้นการทำลายระบบนิเวศก็จะน้อยลง แต่เชื่อว่าจะต้องมีการพัฒนา และทำการศึกษา
เมื่อถามว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะไม่แท้งเหมือนโครงการคลองไทยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ ยังคงย้ำว่าอยู่ที่ผลการศึกษา อย่าให้ตนชี้ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ในฐานะของกระทรวงคมนาคมอะไรที่ทำให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทย หรือมีโอกาสฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ก็จะหยิบยกขึ้นมา เพื่อบอกว่าประเทศไทยถึงเวลาแล้วกับการพัฒนาในส่วนนี้
เมื่อถามว่ามีการตั้งคำถามว่าเหตุใดการทำโครงการใหญ่ขนาดนี้จึงไม่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล นายพิพัฒน์ ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้เคยพูดมาแล้วก่อนหน้านี้ และถือเป็นนโยบายธงเดิม ที่ทำการหาเสียง และเมื่อกลับมาดูแลกระทรวงคมนาคม จึงนำมาเป็นธงในการดำเนินการต่อ
Advertisement