Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
แอมเนสตี้จี้รัฐหยุดIOคุกคามสื่อ-เสรีภาพออนไลน์ เลิกลอยนวลพ้นผิด

แอมเนสตี้จี้รัฐหยุดIOคุกคามสื่อ-เสรีภาพออนไลน์ เลิกลอยนวลพ้นผิด

24 เม.ย. 69
18:42 น.
แชร์

แอมเนสตี้ ชี้ IO คุกคามเสรีภาพออนไลน์-เสรีภาพสื่อ เรียกร้องรัฐยุติการลอยนวลพ้นผิด หวั่นกระทบการมีส่วนร่วมของปชช. ในระยะยาว

จากกรณีที่ ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ และผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters เข้ายื่นร้องเรียนต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หลังตกเป็นเป้าหมายของการถูกคุกคามผ่าน “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations) หรือ IO บนสื่อสังคมออนไลน์กว่า 1,000 บัญชี ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการสร้างความเกลียดชังในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และหลังจากนั้นได้มีการเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิของสื่อมวลชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะการโจมตีด้วย IO ในประเทศไทยกำลังกลายเป็นรูปแบบการคุกคามนักข่าวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น หากรัฐยังไม่ดำเนินการแก้ไขและเอาผิดกับผู้กระทำอย่างจริงจัง

นายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า ในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมา ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (Information Operations) ในประเทศไทยได้พัฒนาและแผ่ขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้คุกคามและโจมตีประชาชน นักข่าว นักสิทธิมนุษยชน และผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐผ่านสื่อสังคมออนไลน์

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ชนาธิปอธิบายว่า การใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ในประเทศไทยไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน และกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นระบบและตรวจจับได้ยากขึ้น ปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์และบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในบริบทที่สื่อสังคมออนไลน์เป็นเสมือนดาบสองคม เนื่องจากเป็นได้ทั้งพื้นที่ที่ให้ประชาชนลุกขึ้นมาใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกและสื่อสารขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมได้อย่างอิสระ ขณะเดียวกันยังเป็นพื้นที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่สามารถโจมตีคนเห็นต่างได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน 

หนึ่งในยุทธวิธีสำคัญของปฏิบัติการเหล่านี้ คือการใช้ถ้อยคำรุนแรงควบคู่กับการปลุกเร้าอคติทางสังคมที่มีอยู่เดิม เช่น อคติทางเพศหรืออคติทางชาติพันธุ์ เพื่อนำมาโจมตีบุคคลเป้าหมายอย่างเป็นระบบ วิธีการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงทำร้ายชื่อเสียง แต่เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ผู้ถูกโจมตีถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือ หรือ เป็นคนไม่ดี หรือ เป็นภัยต่อสังคม หรือ เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ในสายตาสาธารณชน และเมื่อภาพลักษณ์ของบุคคลถูกบิดเบือนในลักษณะนี้ อาจทำให้สังคมมีแนวโน้มที่จะเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นกับบุคคลนั้นได้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ สมควรแล้ว หรือ ไม่น่าเห็นใจ

นอกจากนี้ นายชนาธิป กล่าวเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดตั้งกลุ่มเพื่อออกมาโต้แย้งทางข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เช่น การสร้างข่าวปลอมหรือการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่พบว่า IO ได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องมือในการสร้าง บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว มากขึ้น ผ่านการเฝ้าระวังทางดิจิทัล การรวบรวมและจัดทำโปรไฟล์ของผู้เห็นต่างด้วยข้อมูลเท็จ รวมถึงการเล็งเป้าโจมตีบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือนโยบายของรัฐอย่างเป็นระบบ ผลกระทบที่ตามมาคืออาจทำให้ทั้งเหยื่อและคนรอบข้างเริ่มเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นหรือการมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากความหวาดกลัวว่าจะตกเป็นเป้าของการโจมตีส่วนบุคคลจากผู้กระทำที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้

"การที่มี IO มาโจมตีในพื้นที่ออนไลน์ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นใคร มันสามารถทำให้เขารู้สึกไม่อยากออกมาแสดงออก และรู้สึกเหมือนกับต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในการสื่อสารหรือแสดงความคิดเห็น สิ่งเหล่านี้มันทำให้สังคมของเรามีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่สร้างสรรค์ต่อเสรีภาพในด้านต่างๆ" 

นายชนาธิป ชี้ว่า การใช้ปฏิบัติการข่าวสารเพื่อปล่อยข่าวปลอมและปลุกปั่นความเกลียดชังเพื่อโจมตีผู้เห็นต่าง ซึ่งรวมไปถึงนักข่าวและนักสิทธิมนุษยชน ถือเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติแบบอำนาจนิยม (Authoritarian Practices) ที่พบได้ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเป็นวิธีการที่รัฐบาล ผู้นำ และผู้มีอำนาจมักใช้ในการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน เพื่อให้สนใจเกี่ยวกับตัวผู้ถูกโจมตีด้วยปฏิบัติการข่าวสาร มากกว่าเนื้อหาของสิ่งที่ผู้เห็นต่างพยายามนำเสนอ ซึ่งอาจเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ผลกระทบดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อกลุ่มเป้าหมายเป็นคนชายขอบหรือกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในสังคม สอดคล้องกับรายงาน อันตรายเกินกว่าจะเป็นตัวเอง (Being Ourselves is Too Dangerous) ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่พบว่าความรุนแรงในโลกออนไลน์ด้วยเหตุแห่งเพศในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่านักกิจกรรมหญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTI) ถูกโจมตีด้วยถ้อยคำที่เหยียดหยามทางเพศและชาติพันธุ์อย่างต่อเนื่อง

รายงานดังกล่าวยังพบข้อมูลและหลักฐานหลายประการที่ชี้ให้เห็นว่า ปฏิบัติการโจมตีในโลกออนไลน์บางส่วนอาจมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐ สะท้อนปัญหาสำคัญคือ การนำทรัพยากรหรืองบประมาณของรัฐที่ควรใช้เพื่อคุ้มครองและปกป้องประชาชน มาใช้ในลักษณะที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน ในปัจจุบันยังพบว่ามีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ทำงานในประเด็นอันแหลมคม เช่น สิทธิแรงงานข้ามชาติ สิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ และเสรีภาพในการแสดงออกและชุมนุมประท้วงโดยสงบ ยังถูกโจมตีและถูกคุกคามอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และรัฐยังไม่แสดงเจตจำนงค์ที่ชัดเจนในการสืบสวนสอบสวนเพื่อเอาผิดผู้กระทำ หรือคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเป้าของการคุกคามเหล่านี้จาก IO

นอกจากนี้ในปี 2568 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้แสดงความห่วงกังวลถึงการจัดตั้ง “Cyber Team” (ไซเบอร์ทีม) โดยหน่วยงานตำรวจและทหารของไทยที่มีเป้าหมายทำลายชื่อเสียง และลดทอนความชอบธรรมในการทำงานของหน่วยงานภาคประชาสังคม และฝ่ายตรงข้ามที่เห็นต่างทางการเมือง ในรายงานพบว่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และองค์กรภาคประชาสังคมอื่นๆ ถูกจำแนกอย่างชัดเจนว่าเป็น เป้าหมายที่มีคุณค่าสูง (high-value target) ที่ถูกไซเบอร์ทีมพุ่งเป้าโจมตี

 

นักวิจัยแอมเนสตี้ ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันพบเทคนิคของ IO ได้พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการใช้บัญชีปลอมที่สังเกตได้ง่าย ไปสู่การสร้างบัญชีที่มีลักษณะเหมือนผู้ใช้งานทั่วไป หรือที่เรียกว่า Lifestyle IO ซึ่งมีการโพสต์เรื่องราวชีวิตประจำวันสลับกับเนื้อหาทางการเมือง ทำให้การโจมตีเป็นเหมือนความโกรธหรือความไม่พอใจโดยธรรมชาติของประชาชนทั่วไป เทคนิคเหล่านี้อาจส่งผลให้การตรวจจับหรือเอาผิดทางกฎหมายทำได้ยากขึ้นและสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาอย่างรุนแรงต่อผู้ที่ถูกโจมตีผ่านการโจมตีลักษณะนี้

ปัจจุบันพบว่า IO ค่อยๆ พัฒนาตัวเองเพื่อที่จะหลบหนีไม่ให้ถูกจับได้ อาจเป็นการใช้บัญชีโซเชียลมีเดียที่มีการโพสต์กิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป แล้วสอดแทรกโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ดูเหมือนเป็นบุคคลจริง เพื่อไม่ให้จับเท็จหรือจับได้ว่าเป็นการจัดตั้งขึ้นมาโดยภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังพบการใช้ข่าวปลอมเพื่อโจมตีนักข่าวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จนส่งผลให้สังคมเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ยากขึ้น และทำให้พื้นที่สาธารณะเต็มไปด้วยความสับสนและความเกลียดชัง

นายชนาธิป มองว่า อุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO คือการที่ผู้กระทำสามารถลอยนวลพ้นผิดได้อย่างเป็นระบบ โดยกระบวนการยุติธรรมของไทยมักผลักภาระให้เหยื่อต้องพิสูจน์ตัวตนของผู้กระทำผิดด้วยการแสวงหาหลักฐานทางเทคนิคด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินขีดความสามารถของประชาชนทั่วไป ขณะที่หน่วยงานรัฐกลับไม่ใช้กลไกและอำนาจที่มีอยู่ในการช่วยเหลืออย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังพบว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียขนาดใหญ่ของโลกได้ประโยชน์จากอัลกอริทึมที่ส่งเสริมเนื้อหารุนแรงและสร้างความขัดแย้งจาก IO ซึ่งส่งผลให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม

“ปัญหาสำคัญคือ คนที่เป็น IO ยังลอยนวลพ้นผิดและไม่ถูกจับกุมมาดำเนินคดี  สถานการณ์แบบนี้ทำให้พวกเขากล้าที่จะโจมตีในพื้นที่ออนไลน์มากขึ้น เพราะรู้ว่าสุดท้ายแล้วไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เนื่องจากรัฐไม่ได้จริงจังในการตามหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ แต่รัฐผลักภาระให้ประชาชนต้องไปพิสูจน์และตามหาความจริงด้วยตัวเองแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้ประโยชน์จากเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์และถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเนื้อหารุนแรง ปลุกปั่นความเกลียดชัง หรือเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เพราะยิ่งมีคนดู คอมเมนต์ และแชร์มากเท่าไร เอนเกจเมนต์ก็ยิ่งสูง และรายได้จากโฆษณาของแพลตฟอร์มก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย“

นายชนาธิป กล่าวทิ้งท้ายว่า หากโครงสร้างอำนาจของรัฐยังเปิดช่องให้ผู้กระทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ลอยนวลพ้นผิด และรัฐไม่ตรวจสอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ปัญหา IO จะไม่ลดลง แต่จะมีส่วนทำให้เกิดการพัฒนาปฏิบัติการลักษณะนี้ให้ซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น โดยย้ำเตือนว่า เมื่อความหวาดกลัวทำให้นักข่าวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเลือกถอยออกจากพื้นที่สาธารณะ สังคมจะขาดข้อมูลที่หลากหลายและตรวจสอบได้ รวมทั้งเกิดภาวะ สุญญากาศทางข้อมูล หรือ ข้อเท็จจริงถูกทำให้หายไปหรือเห็นได้ยากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในระยะยาว

 

“ตราบใดที่ผู้ทำ IO ยังลอยนวลพ้นผิด ปฏิบัติการเหล่านี้ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และเมื่อความหวาดกลัวทำให้นักข่าวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องถอยออกจากพื้นที่สาธารณะ สังคมก็จะขาดข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และกระทบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในระยะยาว”

Advertisement

แชร์
แอมเนสตี้จี้รัฐหยุดIOคุกคามสื่อ-เสรีภาพออนไลน์ เลิกลอยนวลพ้นผิด