
(10 เม.ย. 2569) ที่รัฐสภา ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปราย ว่า ตนได้มีส่วนร่วมอภิปรายนโยบายของรัฐบาลทุกสมัย ยกเว้นช่วงที่มีหน้าที่เป็นประธานสภา และทุกครั้งจะถือหลัก "สจฺจํ เว อมตา วาจา" ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ไม่ใช่เพียงคำขวัญของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เป็นความจริงตลอดไปว่าเราไม่ได้คิดจะเป็นนักการเมืองสมัยเดียว จะพูดอะไรหากโกหกหลอกลวง วันหนึ่งคนอื่นก็รู้ เราก็เสียหาย ฉะนั้นก็ระมัดระวัง หากจะพูดอะไรก็ตามให้ยึดความเป็นจริงและยอมรับความจริงเท่านั้น ที่จะทำให้เราแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ฉะนั้นจะไม่มีคำอะไรที่โกหกหลอกลวงให้ร้ายป้ายสีหรือยกย่องเกินเหตุความเป็นจริง
ในส่วนของปัญหาที่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล โดยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญนั้น รัฐบาลต้องเขียนนโยบายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ คือ หน้าที่ของรัฐ และองค์ประกอบอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่านโยบายทั้ง 19 หน้า ที่นายกรัฐมนตรีและตนได้อ่านได้ฟัง ถือว่าโดยทั่วไปเป็นที่ยอมรับได้ แม้จะมีบางเรื่องที่อยากเห็นแต่กลับไม่มี อันเป็นความปรารถนาของประชาชน เช่น นโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นนโยบายที่อยากเห็นแม้จะไม่ได้เขียนไว้ เป็นความหวังของคนสูงอายุ เพราะคนเหล่านั้นไม่ใช่คนห้อยเปรี้ยเสียขา ไม่ใช่คนที่รออนุบาลแบบอนาถา แต่เป็นคนที่ได้รับใช้บ้านเมืองมา เพียงแต่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่พนักงาน ที่จะมีบำเหน็จบำนาญ แต่ในฐานะเกษตรกร กรรมกร หรือในฐานะอะไรก็ตาม ในช่วงวัยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลบ้าง อย่างน้อยก็หลักประกันเดือนละเท่าไหร่ก็ตาม ตนเป็นคนเริ่มต้น 200 บาท 300 บาท และได้เพิ่มมาเป็น 500 บาทภายหลังรัฐบาลทุกชุดก็รับเงื่อนไขนี้ โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ศึกษาเรื่องนี้ว่าหากเพิ่มเป็น 1000 บาท ก็อาจสามารถเป็นไปได้ แต่หากจะมากกว่านั้นก็อาจเป็นภาระที่หนัก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องให้ปลาแถมเบ็ด แต่เป็นเรื่องจริงที่เราดูแลผู้สูงอายุของเรา แม้เรื่องนี้จะไม่ได้เขียนไว้ในนโยบาย แต่ก็ฝากรัฐบาลพิจารณาเพื่อเป็นความหวังของผู้สูงอายุ
สำหรับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลตั้งแต่หน้าแรก ซึ่งตนได้อภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อเนื่องมาตั้งแต่ชุดที่แล้ว ตนเข้าใจว่ารองนายกฯ ได้เขียนนโยบายเกี่ยวกับเรื่องการวางรากฐานประเทศ เพื่อนำประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีคุณธรรม โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ตนอภิปรายในครั้งนั้นว่าเห็นด้วยกับนโยบายนี้ จึงอยากเสนอนายกรัฐมนตรีว่าประสงค์จะวางรากฐาน เพื่อมีผลต่อไปในอนาคต เราทำเรื่องการเลือกตั้งที่นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบอยู่ด้วยแม้จะมีคณะกรรมการการเลือกตั้งอยู่ด้วยก็ตาม ในครั้งนั้นต่อไปให้สุจริตเที่ยงธรรมดีหรือไม่ โดยทางนายกรัฐมนตรีได้ตอบตนทุกเรื่องยกเว้นเรื่องนี้ ผลการเลือกตั้งในสภาชุดที่ 27 ก็เป็นอย่างที่เราเห็นอยู่ ความจริงตนไม่ได้ลดละความพยายาม ตนยังใช้ความพยายามในเรื่องนี้โดยขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยดูแล เพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง แม้จดหมายจะไม่มีผล แต่ตนก็ภูมิใจ
สำหรับนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงถึงหลัก 3 ประการ ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลบอกว่าจะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตนเห็นด้วยและเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่น ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เรื่องนี้ตนก็เชื่อ มีข้อสังเกตเพียงว่าหากสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจริงๆ ก็ต้องปฏิบัติ เพราะการแต่งกายด้วยสีสันให้เป็นสัญลักษณ์ไม่ได้มีผลอะไรเลย เพียงแต่หากยังทุจริตโกงกิน ไม่ซื่อสัตย์ ก็ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจริงๆ การยึดมั่นหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน ข้อนี้ตนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง โดยพฤติกรรมที่ผ่านมานั้นบางเรื่องไม่ได้ยึดหลัก กลับแทรกแซงทุกเรื่อง อย่างเช่น การเลือกวุฒิสมาชิกอย่างที่เห็นอยู่ การบรรจุกฎหมายก็ไม่เที่ยงทำ บางเรื่องก็ตรงไปตรงมา บางเรื่องก็ไม่ตรงไปตรงมา
ส่วนประเด็นนโยบายเกี่ยวกับชายแดนภาคใต้ ตนยินดีด้วยที่ปัญหาภาคใต้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมา นโยบายในหน้า 11 ข้อ 9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" เป็นหลักในการดำเนินการ เพื่อนำสันติสุขยั่งยืนกลับสู่พื้นที่ภาคใต้ ปัญหาในภาคใต้ไม่ได้มีเพียง 3 จังหวัด ส่วนหนึ่งของสงขลาก็ยังพอมีส่วนอยู่ด้วย ตนขอถามว่ารู้หรือไม่ ‘เข้าใจ เข้าถึง’ หมายความอย่างไร แนวพระราชดำรินี้คนที่ยังมีชีวิตอยู่และรู้เรื่องนี้ดีมีเพียง 2 คนคือ คนหนึ่งอยู่ในเรือนจำ ส่วนอีกคนคือ นายวิษณุ เครืองาม ตนจึงแนะนำให้เข้าไปศึกษาเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องที่ในหลวงพระราชทานคำแนะนำให้ที่หัวหิน หลังเกิดความผิดพลาดในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้จนทำให้เกิดความรุนแรง แก้ไม่ตก จึงได้มีการขอพระราชทานคำแนะนำ โดยต้องเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้
สำหรับปัญหาเรื่องความไม่สงบนั้น ส่วนหนึ่งมาจากความผิดพลาดของนโยบาย เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2544 คือนโยบายจัดการเดือนละ 10 คน คือนโยบายนอกหลักนิติธรรม แทนที่จะให้ศาลตัดสิน แต่ฝ่ายบริหารสั่งเก็บเอง ตนอยากบอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า ควรศึกษาคนที่ยังมีชีวิตอยู่และคัดค้านไม่เห็นด้วย ซึ่งถือว่าเป็นนายทหารที่เป็นวีรบุรุษในเรื่องนี้ คือ พลโทเรวัตร รัตนผ่องใส ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จึงมองว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรจะหารือกับท่าน ก่อนที่จะเป็นอะไรไป เพราะคนรู้เรื่องนี้แล้วคัดค้าน จนท่านถูกย้ายไปประจำการที่อื่นและไม่ได้ก้าวหน้าเป็นแม่ทัพ แต่หากเชื่อท่านภาคใต้ก็จะปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ ตนย้ำเรื่องนี้อีกถ้อยคำที่ไม่มีใครพูดถึงคือ นอกจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้รับสั่งด้วยว่า คนภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นคนดี น่ารัก มีความเป็นธรรม คำนี้ไม่มีใครนำมาใช้ เพราะผู้ที่รับฟังนั้นเสียชีวิตไปแล้ว นั่นแสดงให้เห็นถึงพระเมตตาที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมีต่อประชาชนชาวภาคใต้
นายชวน ระบุว่า หากเราถามชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ก็จะมีปัญหาแตกต่างกันไป โดยประชาชนทางเหนือก็มีปัญหาเรื่องฝุ่น P.M. 2.5 ประชาชนทั่วประเทศมีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ แต่เรื่องหนึ่งที่เราถามทุกคน คือ เรื่อง ทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งมีปรากฏอยู่ในนโยบายข้อที่ 23 หน้า 18 มีการปรับปัญหาคอรัปชั่นเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เรื่องนี้สอดคล้องกับความคิดของทุกคนและประชาชนที่อยากเห็นการแก้ปัญหาคอรัปชั่น เราจึงได้ยินว่าต้องการรัฐบาลและนักการเมืองแบบไหน ควรให้ความเห็นตรงนั้น หากต้องการนักการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ถามใครก็ให้ความเห็นแบบนั้น ดังนั้นการคอรัปชั่นก็มีจุดเริ่มต้นจากนักการเมือง หากนักการเมืองมาจากระบบใช้เงินซื้อเสียง ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องรับประโยชน์ เราจึงได้เห็นความน่าเชื่อถือของรัฐบาลน้อยลงไป เพียงแค่น้ำมันขาดแคลน ซึ่งคนทั้งประเทศไม่เชื่อว่าไม่มีการกักตุน ในทำนองว่าน่าจะมีการถอนทุนคืนจากการใช้เงินซื้อเสียงในช่วงที่ผ่านมา ตนสนับสนุนการแก้ปัญหาคอรัปชั่น เช่นเดียวกับประชาชนทั้งประเทศ แต่เรื่องนี้จะต้องปฏิบัติไม่ใช่เพียงแต่ถ้อยคำที่เลื่อนลอย และเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีได้พบข้าราชการกระทรวงมหาดไทยพร้อมพูดว่า "ในฐานะที่พวกเราเป็นข้าราชการและเป็นคนไทย ถือว่าน่าอับอาย ทำให้ประเทศไทยถูกลดความสำคัญลง เจรจาการค้ากับใครถ้าเขารู้สึกว่าประเทศนี้ขี้โกง คุยกับคนขี้โกงอยู่ ไม่มีวันที่เราจะมีโอกาสต่อรอง ไม่เชื่อว่าระบบข้าราชการจะโกงกันทุกที่ มิเช่นนั้นจะคงมาถึงวันนี้ไม่ได้" ตนยินดีที่นายกรัฐมนตรีรู้สึกอายเพราะไม่ชินชากับการคอร์รัปชัน หากให้ดูข้าราชการที่โกงก็มาจากพวกเรานักการเมือง รวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย การแต่งตั้งข้าราชการนั้นท่านเป็นผู้ดูแล ตอนเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ข้าราชการมหาดไทยครึ่งกระทรวงเสียกำลังใจ คนที่พูดเรื่องนี้คืออดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ที่อยู่ในพรรคภูมิใจไทย เพราะการแต่งตั้งข้าราชการนั้นไม่ได้ตรงไปตรงมา มุ่งเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง คนอาวุโสน้อยก็เลยอยู่ยาว คนที่มีโอกาสจะเป็นผู้ว่า 2-3 ปี กลับไม่มีโอกาส เพราะคนอาวุโสน้อยกว่าแซงไปหมดแล้ว
Advertisement