
(27 พ.ค. 2569) นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตนไม่ได้มีความกังวลเป็นพิเศษต่อเหตุการณ์ยั่วยุที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน เนื่องจากมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานแล้ว
นายวีระ กล่าวว่า นับตั้งแต่มีบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2543 เป็นต้นมา ฝ่ายกัมพูชาได้พยายามรุกล้ำและสร้างสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาระยะทางกว่า 798 กิโลเมตรมาโดยตลอด ทั้งในลักษณะของการยึดพื้นที่และการยั่วยุในรูปแบบต่างๆ จนกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับตน
เมื่อถามว่ามีความกังวลในพื้นที่ใดเป็นพิเศษหรือไม่ ยืนยันว่า ทุกพื้นที่ในอาณาเขตประเทศไทยมีความสำคัญเท่าเทียมกัน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยของชาติทุกตารางนิ้วของประเทศไทยมีความสำคัญทั้งหมด ไม่ได้มีจุดไหนสำคัญกว่ากัน เพราะทุกพื้นที่อยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย
สำหรับประเด็นการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทุ่งตามาเรีย ตนเห็นว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประเทศไทย เนื่องจากเป็นโครงการที่ดำเนินการภายในอาณาเขตของประเทศและมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
"เราไม่ได้ไปสร้างในแผ่นดินของประเทศอื่น เป็นการดำเนินการในพื้นที่ของประเทศไทยเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย จึงเป็นสิทธิที่ชอบธรรมและไม่จำเป็นต้องกังวลต่อเสียงคัดค้านจากภายนอก"
เมื่อถามว่าอยากฝากข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลและ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือไม่นั้น นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของประเทศอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีใครคอยชี้แนะ
นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลควรมีความรู้ ความสามารถ และวิจารณญาณ ความรับผิดชอบเพียงพอในการบริหารประเทศ หากต้องรอให้ผู้อื่นคอยแนะนำอยู่ตลอด ก็สะท้อนถึงความไม่พร้อมในการทำหน้าที่
โดยที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ตนคนเดียว แต่มีคนจำนวนมากที่หวังดีกับประเทศและพยายามเสนอความเห็นหรือคำเตือนต่อรัฐบาล แต่คุณอนุทินไม่ได้รับฟัง โดยเฉพาะตนที่เคยถูกคุณอนุทินกล่าวว่า "ไม่ใช่คนที่มีคุณค่าพอที่เขาจะต้องรับฟัง" ดังนั้นตนจึงไม่มีอะไรจะฝากถึงรัฐบาล
สำหรับการประเมินผลงานรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นายวีระ มองว่า การดำเนินการของนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ยังขาดความสม่ำเสมอ โดยเปรียบเทียบว่าช่วงก่อนการเลือกตั้ง นายอนุทินแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งต่อประเด็นชายแดนอย่างชัดเจน แต่หลังจากเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มตัว กลับมีท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไป
ก่อนเลือกตั้งคุณอนุทินดูเข้มแข็งมาก ไม่ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชา แต่หลังได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว กลับดูไม่เข้มแข็งเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ถามว่าตนมองการเปลี่ยนแปลงท่าทีที่เปลี่ยนไปของนายอนุทินว่าอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์บางอย่างหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว และไม่มีหลักฐานใดที่จะสนับสนุนข้อสันนิษฐานเช่นนั้น จึงไม่ขอกล่าวหาใครโดยปราศจากข้อมูลที่ชัดเจน
Advertisement