
สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดถึงขีดสุด หลังกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนประกาศเข้าร่วมวงสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอลอย่างเป็นทางการ โดยเปิดฉากยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิสราเอล พร้อมคำขู่ปิดช่องแคบสำคัญในทะเลแดง ซึ่งอาจกลายเป็นหมัดฮุกซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซก่อนหน้านี้
เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา โฆษกกลุ่มกองกำลังฮูตีแถลงการณ์ยืนยันการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลมุ่งเป้าไปยัง "พื้นที่ทางทหารที่อ่อนไหว" ทางตอนใต้ของอิสราเอล เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนอิหร่านและตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค การขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นการเปิดแนวรบใหม่ที่ทำให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างขึ้นอย่างน่ากังวล
สิ่งที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือคำขู่ปิด ช่องแคบบับอัลมันดับ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือหลักเชื่อมต่อทะเลแดงและคลองสุเอซ หากฮูตีดำเนินการปิดช่องแคบนี้จริง จะทำให้เส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันจากเอเชียไปยุโรปถูกตัดขาดเกือบโดยสมบูรณ์ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซในอ่าวเปอร์เซียถูกอิหร่านสั่งปิดไปก่อนหน้าแล้ว
นักวิเคราะห์ระบุว่า หากสถานการณ์ในทะเลแดงยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบลูกโซ่ทันที บริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่เตรียมปรับเส้นทางอ้อมแหลมกู้ดโฮป ซึ่งเพิ่มต้นทุนและระยะเวลาขนส่ง 10-14 วัน
ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานทะลุ $120 ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในหลายประเทศรวมถึงไทย ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภค ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้สูงขึ้นทั่วโลก
ทางด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ได้สั่งการให้กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Tripoli พร้อมกำลังพลกว่า 3,500 นาย เข้าประจำการในพื้นที่เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ ขณะที่รัฐบาลไทยและอีกหลายชาติในอาเซียนกำลังเร่งเจรจาช่องทางพิเศษเพื่อให้การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไม่หยุดชะงัก
Advertisement