
วันที่ 23 มี.ค. 69 สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า สถานการณ์น้ำมันระหว่างซาอุดีอาระเบีย และภูมิภาคเอเชีย ในเดือน มี.ค. กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจาก ซาอุดีอาระเบีย โดยบริษัท Saudi Aramco ได้ประกาศ ลดการจัดสรรน้ำมันดิบให้กับผู้ซื้อในเอเชีย ติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง คือ มี.ค. และ เม.ย. 69
ซึ่งปริมาณการส่งออกลดลงจาก 7.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือน ก.พ. เหลือเพียงประมาณ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน มี.ค. ลดลงประมาณ 38% สาเหตุหลัก เกิดจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้เส้นทางขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิดกั้นหรือมีความเสี่ยงสูง
ทั้งนี้การปรับเปลี่ยนเส้นทาง เพื่อแก้ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซาอุดีอาระเบียได้ปรับกลยุทธ์ดังนี้ ใช้ท่าเรือ Yanbu: หันไปส่งออกน้ำมันผ่านท่าเรือใน ทะเลแดง (Red Sea) แทน เพื่อเลี่ยงจุดขัดแย้ง ขณะที่ประเภทน้ำมัน ในช่วงนี้ผู้ซื้อในเอเชียจะได้รับเพียงน้ำมันประเภท Arab Light เท่านั้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานในการขนส่งน้ำมันประเภทหนักผ่านเส้นทางทางเลือก
แม้จะมีการลดปริมาณลง แต่ราคาขายอย่างเป็นทางการ (Official Selling Price - OSP) สำหรับเอเชียมีการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ การขึ้นราคา: Aramco ปรับเพิ่มราคาน้ำมัน Arab Light สำหรับเอเชียในเดือน เม.ย. ขึ้นอีก $2.50 ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับราคาอ้างอิง Oman/Dubai ราคา Brent พุ่งสูงขึ้นใกล้ระดับ $120 ต่อบาร์เรล ในช่วงกลางเดือนมีนาคม เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานที่หายไปจากตลาดโลกกว่า 20%
อย่างไรก็ตาม จีนยังคงเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ โดย Sinopec ได้จองซื้อน้ำมันจากซาอุฯ ผ่านท่าเรือ Yanbu ประมาณ 24 ล้านบาร์เรลในเดือนมี.ค.นี้ เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ขณะที่อินเดียพยายามรักษาสมดุล โดยหันกลับมาซื้อน้ำมันจากซาอุฯ มากขึ้น แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 ปีในช่วงต้นปี 2569 เพื่อทดแทนน้ำมันจากรัสเซียที่เริ่มติดขัดจากมาตรการคว่ำบาตรและความเสี่ยงในการขนส่ง
ตลาดน้ำมันเอเชียกำลังอยู่ในภาวะ "ตึงตัว" อย่างมาก โรงกลั่นในเอเชียอาจต้องลดกำลังการผลิตลง 15-25% หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย
Advertisement