Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สส.พรรคส้ม แฉเครือข่ายบ้านใหญ่ แย่งประชาชนเติมน้ำมันจนขาดแคลน

สส.พรรคส้ม แฉเครือข่ายบ้านใหญ่ แย่งประชาชนเติมน้ำมันจนขาดแคลน

17 มี.ค. 69
12:48 น.
แชร์

สส.พรรคส้ม เปิดหน้าถล่มยับ! "วีระยุทธ-ศุภโชติ" จี้รัฐบาลหยุดพูดคำว่า "น้ำมันพอ" เพราะสวนทางความจริง แฉเครือข่ายบ้านใหญ่ แย่งประชาชนเติมน้ำมัน 

วันที่ 17 มี.ค. 69 ที่อาคารอนาคตใหม่ นาย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นาย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงถึงกรณีวิกฤตน้ำมันและค่าไฟฟ้า เนื่องมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล 

นายวีระยุทธ ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความปั่นป่วน และตื่นตระหนกของประชาชน เป็นเพราะสิ่งที่รัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี รวมถึง รมว.คลังและรองนายกรัฐมนตรี พยายามย้ำกับสังคมไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากรู้ สิ่งที่รัฐบาลพยายามย้ำมาตลอดคือน้ำมันสำรองมีเพียงพอ ไม่ต้องกังวล บางครั้งก็บอกด้วยซ้ำว่ามีน้ำมันสำรองสูงสุดในอาเซียน ซึ่งอาจจะจริง แต่สิ่งที่ประชาชนอยากรู้ในชีวิตประจำวันคือคำถามง่ายๆ ว่าทำไมไปเติมที่ปั๊มแล้วน้ำมันหมด แล้วจะเติมได้ที่ไหน ตราบที่รัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามให้กับประชาชนได้ ความปั่นป่วนกังวลก็จะยังดำรงอยู่ต่อไป 

ในด้านการบริหารจัดการของรัฐบาล มีปัญหาสำคัญสองประการคือ 

1) แนวทางการทำงานของกองทุนน้ำมันในเรื่องการพยุงราคาและการอุดหนุนราคา การประกาศว่าจะพยุงราคาเป็นเวลา 15 วัน คาดการณ์ได้ว่าน่าจะทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาด เพราะในฝั่งของผู้ขาย ไม่ว่าจะค้าส่งหรือรายใหญ่ หรือคนอยู่ในห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน โดยเฉพาะคนที่หวังผลกำไรระยะสั้น ก็มีแนวโน้มที่จะกักตุนเก็บไว้ก่อนเพื่อรอวันที่การพยุงราคาเปลี่ยนไปเพื่อทำกำไร จึงมีความต้องการเก็บน้ำมันไว้สูงกว่าปกติ ขณะเดียวกันผู้ซื้อเองเมื่อรู้ว่าจะมีการพยุงราคา 15 วัน ก็ย่อมอยากจะตุนน้ำมันเอาไว้ก่อน จึงทำให้เกิดความต้องการเทียม และเกิดช่องว่างขึ้นในตลาดทันที จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกและความปั่นป่วนในตลาดน้ำมันอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ 

2) เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 69 ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มีการเรียกประชุมด่วน เพื่อสอบถามว่ามีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ แต่ปรากฏว่าการประชุมวันนั้นกลับมีแค่บริษัทน้ำมันรายใหญ่ 5-6 รายเข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อผู้ประกอบการบอกว่ามีน้ำมันเพียงพอ รองนายกรัฐมนตรีก็นำมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่ามีน้ำมันเพียงพอ ไม่ต้องกังวล  

แต่การรับฟังเฉพาะบริษัทน้ำมันรายใหญ่ ไม่เป็นการสะท้อนปัญหาทั้งหมด เพราะยังมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ยังไม่ถูกรับฟังเสียงอีกจำนวนมาก เช่น ปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดฝอยที่ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นชุมชนไปต่อได้ในหลายพื้นที่ที่ปั๊มใหญ่ไม่ไปลงทุน ทั้งที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ บางรายถึงกับต้องปิดกิจการและมีแนวโน้มที่จะต้องหยุดกิจการล้มละลายในอนาคตด้วยซ้ำ 

ชาวนาก็เช่นเดียวกัน ขณะนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยว หลายคนต้องใช้น้ำมันวันละ 100-200 ลิตร และด้วยความเป็นรถเกี่ยวข้าวจึงต้องนำแกลลอนไปเติมที่ปั๊ม แต่เมื่อปั๊มไม่ให้เติมใส่แกลลอนก็เกิดปัญหาตามมา ชาวประมงก็เช่นเดียวกัน น้ำมันเขียวที่ชาวประมงใช้เมื่อราคาสูงขึ้นก็ต้องประเมินว่าการออกทะเลแต่ละรอบคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อประเมินว่าจะไม่คุ้มเพราะไม่สามารถปรับราคาได้ ชาวประมงจำนวนมากจึงไม่สามารถออกทะเลได้ ซึ่งจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าอาหารทะเลต่อไปด้วย ผู้ประกอบการขนส่งโดยเฉพาะผู้ขับรถบรรทุกรายย่อยก็เช่นเดียวกันที่ไม่ถูกรับฟังเสียง 

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ดังนั้นในแง่ของการบริหารจัดการ นอกจากจะมีปัญหาในเชิงแนวทางการบริหารกองทุนน้ำมันแล้ว ยังมีปัญหาในเรื่องการรับฟังเสียงที่ไม่รอบด้านและแคบเกินไปของ ศบก. ด้วย การบริหารจัดการวิกฤตรอบนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของบ้านใหญ่และเทคโนแครตที่เป็นสององค์ประกอบสำคัญของรัฐบาลภูมิใจไทย การทำงานของบ้านใหญ่ในภาวะที่ประชาชนเดือดร้อนเช่นนี้จะให้ความเป็นธรรมได้แค่ไหน นายพิพัฒน์ซึ่งเป็น ผอ.ศบก. มีธุรกิจครอบครัวที่อยู่ในอุตสาหกรรมน้ำมัน ตอนนี้มีปัญหาระดับชาติคือผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดิมจะต้องไปเติมน้ำมันจากผู้ค้าส่ง ตอนนี้เมื่อราคาต่างก็แห่กันมาเติมน้ำมันจากหน้าปั๊มแย่งกับประชาชนทั่วไป จะพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าจะให้ความเป็นธรรมกับประชาชนได้แค่ไหน 

เครือข่ายบ้านใหญ่และธุรกิจในแต่ละพื้นที่ก็มีปัญหาแย่งชิงน้ำมันจากประชาชนเช่นกัน ในหลายจังหวัดพบว่าประชาชนธรรมดาไปต่อคิวเติมน้ำมันรอเท่าไหร่ก็ไม่ได้เติม แต่เมื่อมีเครือข่ายธุรกิจใหญ่เข้ามาแซงคิวเข้าไปเติมได้เลย เมื่อน้ำมันหมดก็ไม่มีน้ำมันเหลือให้กับคนตัวเล็กตัวน้อยได้เติม นี่เป็นบทพิสูจน์ว่าในยามคับขันบ้านใหญ่จะเอาตัวรอดก่อนหรือจะให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการคนตัวเล็กตัวน้อยในพื้นที่ได้  

นายวีระยุทธ กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันก็จะเป็นบทพิสูจน์ของเทคโนแครต นายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังพูดมาตลอดเรื่องความโปร่งใส การทำข้อมูลทำ และระบบดิจิทัล วันนี้จะเป็นบทพิสูจน์แล้วว่าจะพูดแล้วทำได้จริงหรือไม่ เพราะสิ่งที่ประชาชนต้องการในเวลานี้คือแดชบอร์ด เป็นข้อมูลเทียบดูว่าปั๊มแถวบ้านมีน้ำมันเหลืออยู่เท่าไหร่ และจะไปเติมที่ปั๊มไหน ถ้าได้ข้อมูลเร็วก็จะยิ่งดี แต่อย่างน้อยที่สุดควรมีข้อมูลรายวัน ประชาชนจะได้วางแผนใช้ชีวิตและประกอบธุรกิจได้ นี่จะเป็นบทพิสูจน์การทำงานในเชิงข้อมูลและความโปร่งใสได้เป็นอย่างดี 

ในด้านนาง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เป็นผู้รับผิดชอบในด้านราคาสินค้าและภาคธุรกิจ ก็มีความท้าทายเช่นเดียวกันว่าจะสามารถจัดการปัญหาที่ต้นทาง ไม่ใช่แค่ปลายทางของราคาสินค้าได้หรือไม่ ปัญหาการขึ้นราคาสินค้าและความผันผวนในเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ต้นน้ำ ตั้งแต่การขนส่งที่เป็นระบบโลจิสติกต์เส้นเลือดใหญ่ของราคาสินค้าทั้งหมดในประเทศ ขณะเดียวกันหลายธุรกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเริ่มประสบปัญหาแล้ว เมื่อนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและยุโรป ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง เริ่มขาดหายไป แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยการที่คนไทยไม่กล้าเดินทางไกล 

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์การทำงานของรัฐบาล ทั้งในตัวของบ้านใหญ่เองว่าจะเอาตัวรอดก่อนหรือให้ความเป็นธรรมกับประชาชนก่อน และเป็นบททดสอบของเทคโนแครต ว่าจะทำงานต่อสู้เพื่อประชาชนหรือจะยอมรับผลประโยชน์ของกลุ่มเครือข่ายอิทธิพล ท่ามกลางความปั่นป่วนเช่นนี้สิ่งที่รัฐบาลจะทำได้มีอยู่สองอย่าง คือความชัดเจนและความพร้อม 

1) รัฐบาลต้องมีความชัดเจนเรื่องข้อมูล ว่าจะเติมน้ำมันวันนี้ได้ที่ปั๊มไหน มีปริมาณเท่าไหร่ และแนวทางบริหารของกองทุนน้ำมันจะเอาอย่างไร จะเป็นการใช้เงินพยุงราคาแบบกวาดแล้วตอนนี้ขาดทุนในระดับหมื่นล้านแล้ว กำหนดวันแบบที่เป็นมาแล้วสร้างปัญหา หรือจะเปลี่ยนแนวทางใหม่ เช่น ทยอยขยับเป็นขั้นบันได ส่งสัญญาณให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมได้เริ่มปรับตัวเป็นขั้นบันได หรือจะมีการช่วยเหลือแบบเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะเจาะจงก็ได้ เช่น ในกลุ่มเปราะบางหรือธุรกิจขนส่งที่เป็นต้นน้ำของระบบเศรษฐกิจโดยเฉพาะ 

2) นอกจากความชัดเจนแล้วประชาชนต้องการความพร้อมของรัฐบาลด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ใช่แค่ปัจจุบัน แต่รวมถึงในระยะ 2-6 เดือนข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรกับบางจุดที่เริ่มก่อปัญหา เช่น เม็ดพลาสติกที่ตอนนี้เริ่มขาดแคลนแล้ว น่าจะส่งผลต่อเป็นลูกโซ่ยาวไกลมากถึงวัสดุก่อสร้าง สี ปูน อุปกรณ์ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอาหาร ขณะเดียวกันสินค้าจำนวนมากนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง เช่น ปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่ง 60% มาจากตะวันออกกลาง จะส่งผลต่อการเก็บเกี่ยวและรายได้และต่อเนื่องไปถึงราคาสินค้าเกษตรในอนาคตที่จะตามมา 

ด้านนาย ศุภโชติ ระบุว่าจากการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯภาคตะวันออก ได้มีการพูดคุยกับทั้งผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน เจ้าหน้าที่ในสถานี รวมถึงประชาชนที่มาเติมน้ำมัน ปัญหาที่เจอสามารถสรุปได้เป็นสามประการด้วยกัน กล่าวคือ 

1) ประชาชนไม่มีน้ำมันเติม แม้จะเป็นพื้นที่ใกล้ศูนย์กลางอย่างกรุงเทพมหานคร ก็ยังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน มีประชาชนหลายรายต้องขับรถเวียนไปเรื่อยๆ เพื่อหาน้ำมันเติม บางรายแจ้งว่าขับมาแล้ว 3 ปั๊มและยังต้องขับหาต่อไป 

2) ผู้ประกอบการน้ำมันแจ้งว่าปัจจุบันมีการจำกัดโควตาการปล่อยน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงมีกลุ่มลูกค้ารายใหม่ ที่จากเดิมเคยซื้อผ่านพ่อค้าคนกลาง ปัจจุบันเข้ามาซื้อกับสถานีบริการน้ำมันรายย่อยมากขึ้น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า 

3) ที่รัฐบาลออกมาสื่อสารตลอดว่าประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอ แต่สิ่งที่ได้เจอจากสถานการณ์จริงขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง จึงต้องถามกับทางรัฐบาลกลับไปว่าสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำเมื่อขัดแย้งขนาดนี้ แสดงให้เห็นถึงเห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้หรือไม่ 

นายศุภโชติ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันเพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่กำลังจะตามมาคือเรื่องของค่าไฟ เนื่องจากไฟฟ้าในประเทศผลิตจากก๊าซธรรมชาติค่อนข้างมาก เป็นสัดส่วนสูงกว่า 60% และมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติรูปแบบเหลวหรือแอลเอ็นจีจากตะวันออกกลางกว่า 25% ของแอลเอ็นจีทั้งหมด อันดับหนึ่งมาจากกาตาร์  

ซึ่งจากข่าวล่าสุดมีเรือขนส่งแอลเอ็นจีของประเทศไทยติดอยู่ในช่องแคบฮอร์มุสถึง 3 ลำ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องออกหาแอลเอ็นจีเพิ่มเติมหรือนำเข้ามาทดแทน จากตลาดที่มีราคาผันผวนและมีราคาแพงกว่าปกติ รวมถึงผู้ค้าแอลเอ็นจีในประเทศก็ได้มีการประกาศแล้วว่าจะขอใช้เงื่อนไขในสัญญาระงับการส่งแอลเอ็นจีสู่ผู้ค้าประเทศอื่น ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ค่าไฟที่จะประกาศในงวดเดือน พ.ค. 69 น่าจับตาเป็นเป็นอย่างยิ่งว่าจะปรับตัวสูงขึ้นมากน้อยแค่ไหน 

พรรคประชาชนอยากให้รัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ โดยสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันทีเพื่อช่วยทุเลาปัญหาภาระค่าครองชีพของประชาชน คือ 

1) การลดอัตราค่าไฟสำหรับกลุ่มเปราะบาง นโยบายของรัฐบาลที่ใช้เคยใช้หาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการการใช้ไฟฟ้าในช่วง 200 หน่วยแรกจะได้รับอัตราพิเศษ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีการบังคับใช้ในบิลค่าไฟที่จะถึงนี้ทันที 

2) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลมีการประกาศโควตารับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากหลังคาบ้านที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์แล้ว อย่างน้อยช่วยเป็นการลดการผลิตไฟฟ้าจากแอลเอ็นจีในอนาคตได้ 

3) ในอดีตเคยมีโครงการอย่างการควบคุมการตอบสนองด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่เป็นการขอความร่วมมือและจ่ายค่าชดเชยให้กับโรงงานหรือผู้ประกอบการ และผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ซึ่งสามารถลดการผลิตไฟฟ้าจากต้นทางได้ อย่างน้อยรัฐบาลควรออกมาตรการนี้มาเป็นการเร่งด่วน เพื่อช่วยรองรับบรรเทาวิกฤติที่ประเทศกำลังจะขาดแคลนแอลเอ็นจี รวมถึงแอลเอ็นจีราคาสูงที่กำลังจะเข้าสู่ประเทศ

Advertisement

แชร์
สส.พรรคส้ม แฉเครือข่ายบ้านใหญ่ แย่งประชาชนเติมน้ำมันจนขาดแคลน